Advertisment

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าว IT-มือถือ-NoteBook แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าว IT-มือถือ-NoteBook แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เทรนด์ไอทีปีนี้ต้องบางและเบา


เอเซอร์ระบุเทรนด์อุปกรณ์ไอที ปี 2555 ต้องบางและเบา ต้องใช้คลาวด์ เตรียมเปิดศูนย์สำรองข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับลูกค้าองค์กร แม้เกิดภัยพิบัติพนักงานก็ยังเดินตัวเปล่าไปทำงานได้

นายแฮรี่ หยาง กรรมการผู้จัดการบริษัท เอเซอร์คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า อุปกรณ์ไอทียุคใหม่ต้องบางและมีน้ำหนักเบา ไม่ใช่แค่โทรศัพท์มือถือ แต่รวมถึงแท็บเล็ตและเครื่องคอมพิวเตอร์ เมื่อ 5 ปีที่แล้วผู้คนอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับการใช้อินเทอร์เน็ตบนอุปกรณ์พกพา แต่ขณะนี้มีความชำนาญและใช้อุปกรณ์พกพาโดยเฉพาะแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนเป็น หลัก จึงต้องการให้อุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่สามารถเชื่อมต่อกันเพื่อแบ่งปันไฟล์ได้อย่างปลอดภัย

นอกจากนี้เดิมนั้นวงการ ไอที ไม่มีตัวเลือกการใช้ซอฟต์แวร์เพื่อพัฒนาบนอุปกรณ์ไอทีมีเพียงวินโดว์ส แต่ปัจจุบันมีระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เป็นอีกทางเลือก เป้าหมายของการพัฒนาก็คือทำอย่างไรให้อุปกรณ์ทั้งหมดสามารถคุยกันหรือใช้งานร่วมกันได้ จึงเกิดเป็นคลาวด์ ซึ่งให้ผู้คนจัดการไฟล์และข้อมูลต่าง ๆ ได้เองและปลอดภัย

สำหรับเอเซอร์ปี 2555 จะเน้นสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ระดับโลกและ เข้าใจถึงความแตกต่างของผู้ใช้ในแต่ละประเทศ เน้นซอฟต์แวร์ควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ โดยจะเปิดบริการศูนย์สำรองข้อมูลตั้งอยู่ในไต้หวัน ให้เช่าเก็บสำรองข้อมูล เช่น ธนาคาร หากประเทศไทยเกิดภัยพิบัติ แผ่นดินไหว น้ำท่วม ข้อมูลก็ยังอยู่อย่างปลอดภัย ธนาคารสามารถเปิดให้บริการได้ทันที รวมถึงเอเซอร์คลาวด์รองรับได้ทุกแพลตฟอร์มทั้งลูกค้าระดับองค์กรและลูกค้าทั่วไป บนหลักการให้สามารถทำงาน แชร์ไฟล์ภาพ ข้อมูลได้.

[ที่มา www.dailynews.co.th]

‘ฟูจิซีร็อกซ์’เพิ่มลงทุนอาร์แอนด์ดี-ศูนย์บริการตลาดไทย


ฟูจิ ซีร็อกซ์ ทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาทลงทุนอาร์แอนด์ดี-ขยายศูนย์บริการในไทย ชูกรีน เทคโนโลยี เปิดตัวมัลติฟังก์ชันสี-ขาวดำต่อยอดฐานเดิม

นายสมมาตร บุณยะสุนานนท์ รองประธาน บริษัท ฟูจิ ซีร็อกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปี 2555 บริษัทมีแผนลงทุนในประเทศไทยต่อเนื่องมูลค่ากว่า 100 ล้านบาทใกล้เคียงปีที่ผ่านมา สำหรับการทำตลาด วิจัยและพัฒนาบริการและโซลูชั่นใหม่ๆ รวมทั้งขยายศูนย์บริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

บริษัทเตรียมใช้เงิน 10-15 ล้านบาทจากงบประมาณดังกล่าวขยายศูนย์บริการไปภาคใต้ และอีสานอย่างละ 1 แห่ง รวมทั้งตกแต่งช็อปใหม่ต่างจังหวัดอีก 3 แห่ง และหวังว่าการลงทุนบริการด้านโซลูชั่นร่วมกับคู่ค้าแบบเฉพาะกลุ่ม จะทำให้สัดส่วนรายได้จากการขายโซลูชั่นเปลี่ยนจาก 10% เป็น 15%

พร้อมกันนี้ บริษัทวางทิศทางการทำตลาดมุ่งเปิดตัวเครื่องดิจิทัลมัลติฟังก์ชันรุ่นใหม่ๆ ทั้งสีและขาวดำ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานลดลง 30% นำเสนอความเป็นโทเทิลโซลูชั่น เจาะกลุ่มเป้าหมายผู้ประกอบธุรกิจดิจิทัล พรินติ้ง โรงงาน สถาบันการศึกษา เฮลธ์แคร์ และโรงแรม

ตลอดจนเพิ่มทุนบริษัท ฟูจิ ซีร็อกซ์ ลิสซิ่ง ซึ่งจดทะเบียนไว้ 60 ล้านบาท เป็นมากกว่า 100 ล้านบาท ตอบโจทย์ความต้องการและนโยบายการเงินของลูกค้าที่ไม่ต้องการลงทุนซื้อสินค้าเป็นเงินก้อน ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าที่นิยมซื้อสินค้าแบบลิสซิ่งเกินกว่า 60%

ส่วนแนวคิดเข้ามาตั้งโรงงานในไทย กำลังศึกษาต้นทุน สถานที่ และรอให้บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นพิจารณาเห็นชอบ

ล่าสุด จัดงานกระตุ้นยอดขายและเพิ่มการรับรู้แบรนด์ “2012 DocuWorld” ครั้งที่ 4 วันที่ 7-8 ก.พ. 2555 ที่พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งเป็นกิจกรรมประจำปีโดยภายในงานแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ ส่วนแสดงผลิตภัณฑ์ สาธิตการทำงานของสินค้าและบริการ และส่วนสัมมนาโดยผู้เชี่ยวชาญและวิทยากรชื่อดัง

เขา คาดว่าตลาดรวมเครื่องดิจิทัล มัลติฟังก์ชันมีโอกาสเติบโต 15-20% จากปัจจัยการเปลี่ยนเทคโนโลยีที่ทำให้เครื่องอนาล็อกเริ่มไม่มีจำหน่ายและหาอะไหล่ยาก รวมทั้งภาวะการแข่งขันทางเศรษฐกิจลูกค้าต้องมองหาวิธีบริหารจัดการที่ช่วยลดต้นทุน

ขณะที่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ทำให้บริษัทประสบกับปัญหาด้านซัพพลาย เชน เช่น ขาดแคลนฮาร์ดดิสก์จากบริษัทดับบลิวดี จากครึ่งปีแรกเติบโต 21% พอเดือน ต.ค.-ธ.ค. รายได้หายไป 40-50% แต่ขณะนี้ สถานการณ์เริ่มกลับเข้าที่ เชื่อว่าปิดปีงบประมาณ 2554 เดือน มี.ค. จะเติบโตได้ตามเป้าเป็นตัวเลข 2 หลัก หรือ 11%

“ที่ผ่านมา เราพบอุปสรรคทั้งปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง และน้ำท่วม แต่ยังเติบโตมาได้ดีต่อเนื่อง ปีนี้ยอมรับว่าวิตกกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรี และนโยบายของรัฐบาลไทย แต่หวังว่าจะเติบโตได้ 15% มีรายได้รวมทุกกลุ่ม 4,000 ล้านบาท”

[ที่มา www.bangkokbiznews.com]

‘แอนดรอยด์’ฮิตแรง ยอดขายสมาร์ทโฟนพุ่ง


“ไอดีซี”เผยฮีโร่ตัวจริง”แอนดรอยด์”หนุนยอดขายสมาร์ทโฟนพุ่ง อานิสงส์แพลตฟอร์มเปิดหนุนพันธมิตรพัฒนาต่อขณะที่ “ไอโฟน”ยอดพุ่งยึดส่วนแบ่งอันดับ3

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ปี 2554 กระแสฮิตไอโฟนจนทำให้แอ๊ปเปิ้ลกลายเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่ร้อนแรงที่สุด แต่มือถือที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้ตลาดที่แท้จริงกลับกลายเป็นสมาร์ทโฟนบนระบบปฏิบัติการ ‘แอนดรอยด์’ ของกูเกิล

ผลสำรวจล่าสุดจากบริษัทวิจัยตลาดไอดีซีเผยว่า ยอดจำหน่าย สมาร์ทโฟน ทั่วโลกช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2554 เติบโตขึ้น 54.7% โดยมี ‘ไอโฟน’ ของแอ๊ปเปิ้ลเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุด

ส่งผลให้ยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนรวมในไตรมาสดังกล่าวเพิ่มเป็น 157.8 ล้านเครื่องเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มียอดขายรวม 102 ล้านเครื่อง

ขณะที่ยอดขายสมาร์ทโฟนรวมทั้งปีอยู่ที่ 491.4 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 61.3% หรือจากเดิม 304.7 ล้านเครื่องเมื่อปี 2553

ในจำนวนนี้ “แอ๊ปเปิ้ล” เป็นแบรนด์ที่ครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนสูงสุด 23.5% ตามด้วย ‘ซัมซุง’ 22.8% และ ‘โนเกีย’ 12.4%

“สมาร์ทโฟนรุ่นฮีโร่ เช่น กาแล็กซี่ เน็กซัส และไอโฟน4เอส ทำให้คนหันมาสนใจสมาร์ทโฟนแบบนี้เป็นจำนวนมาก” นายเควิน เรสติโว นักวิเคราะห์อาวุโสกลุ่มมือถือทั่วโลกของไอดีซีกล่าว

อย่างไรก็ตามการเติบโตของเครื่องในกลุ่มราคา 250 ดอลลาร์ (ราว 8,000 บาท) ทำงานด้วยโอเอสแอนดรอยด์ของกูเกิลกำลังส่งผลให้พันธมิตรด้านฮาร์ดแวร์ของกูเกิลทำยอดขายสมาร์ทโฟนได้เป็นจำนวนมาก และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดขยายตัวไปพร้อมๆ กัน

นอกจากนี้การที่แอ๊ปเปิ้ลมีนโยบายควบคุมเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ของไอโฟนอย่างเข้มงวด แต่ “กูเกิล” กลับทำให้โอเอสแอนดรอยด์เป็นแพลตฟอร์มเปิดที่ให้ฟรีกับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจนทำให้ยอดขายในตลาดเพิ่มสูงขึ้นจนติดอันดับ

[ที่มา www.bangkokbiznews.com]

“นครนายก” นำร่อง “สมาร์ทซิตี้”


สำหรับนโยบาย “สมาร์ทไทยแลนด์” นโยบายรัฐบาลซึ่งขับเคลื่อนโดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เริ่มเดินหน้าไปอีกขั้น

โดย “น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีกล่าวว่า สมาร์ทซิตี้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ สมาร์ทไทยแลนด์จะเริ่มที่จังหวัดนครนายกเป็นแห่งแรก เพื่อให้เห็นข้อดี-ข้อเสียของโครงการโดยรวม ซึ่ง “สมาร์ทซิตี้” ต้องตอบโจทย์ 12 ด้าน ทั้งด้านการท่องเที่ยว, การศึกษา, การทำธุรกรรมภาครัฐ เป็นต้น

“สมาร์ทซิตี้” ที่จังหวัดนครนายกจะทำให้การทำธุรกรรมของภาครัฐในส่วนของกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข มีลักษณะเป็นการให้บริการในเชิงอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น โดยผู้ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ มีทั้งบริษัท กสท โทรคมนาคม, บมจ.ทีโอที, ภาคเอกชน รวมถึงทีมงานในจังหวัดนครนายก คาดว่าจะเซ็นเอ็มโอยูกับกระทรวงมหาดไทยได้ภายในเดือน ก.พ.นี้ ก่อนเดินหน้าโครงการ

“เราเลือกนครนายกเพราะจะทำได้ ทุกคนต้องมีความรู้ความสนใจ ผู้ว่าฯจังหวัด นครนายก เป็นด็อกเตอร์ด้านนี้ ทั้งเป็นจังหวัดที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เน็ตเวิร์กครบ เหลือแค่ทำเครือข่ายปลายทาง จึงเหมาะที่จะเป็นจังหวัดนำร่อง มีลักษณะเหมือนประเทศ

เล็ก ๆ ผสมผสานทั้งส่วนราชการ, การท่องเที่ยว และภาคเกษตรกรรม ทั้งใช้ทดสอบอุปสรรคการใช้งานไอทีจากลักษณะภูมิประเทศได้ด้วย เนื่องจากตัวจังหวัดมีพื้นที่ที่เป็นภูเขา”

สำหรับภาพใหญ่ของ “สมาร์ทไทยแลนด์” จะมี 3 เรื่องหลักคือ สมาร์ทเน็ตเวิร์ก, สมาร์ทคลาวด์ และสมาร์ทคอนเทนต์ ซึ่งทั้ง 3 ฐานถือเป็นองค์ประกอบของ “สมาร์ทเซอร์วิส” ที่ทำให้บริการต่าง ๆ ง่ายขึ้น สะดวกสบายขึ้น เช่น อีแบงกิ้ง, สมาร์ทออฟฟิศ เช่น การทำชิปเก็บข้อมูลในบัตรประชาชนแบบใหม่ และสมาร์ทซิตี้

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีโครงการทำศูนย์การเรียนรู้ไอซีทีชุมชน 1,880 แห่ง และศูนย์บัญชาการและควบคุมความเดือดร้อน ซึ่งจะเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมดแล้วนำมาบูรณาการสำหรับใช้ประโยชน์ในอนาคต

“4 เดือนสมาร์ทไทยแลนด์มีความก้าวหน้าและชัดเจนกับเป้าหมาย เชื่อว่าจะทำให้ระดับการพัฒนาด้านไอทีของประเทศดีขึ้น หลังจากที่ในปี 2554 อันดับของเราตกลงมาอยู่ที่ 59 ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างประเทศเวียดนามขึ้นมาอยู่ในอันดับ 55 ซึ่งเราอนุมานว่า 5 ปีหลังการปฏิวัติทิศทางนโยบายรัฐเป็นจุดอ่อน แต่จะกลับมาเป็นจุดแข็งหลังจากมีรัฐบาลที่มีเสียงมากกว่าครึ่งได้”

[ที่มา www.prachachat.net]

กูเกิ้ลผุด “โครม” สำหรับแอนดรอยด์แล้ว! พร้อมเตือนภัยไวรัสวาเลนไทน์


เมื่อ 8 ก.พ. เว็บไซต์คอมพิวเตอร์เวิลด์ รายงานว่า หลังจากปล่อยให้ผู้ใช้แอนดรอยด์ต้องสรรหาเว็บบราวเซอร์อื่นมาใช้บนมือถือมานาน ล่าสุด ทางกูเกิ้ลได้เผยโฉมกูเกิ้ล โครม เพื่อแอนดรอยด์ (Google Chrome for Android) เวอร์ชั่นทดลองใช้ออกมาแล้ว แต่ตอนนี้ยังสามารถใช้ได้เฉพาะ Android 4.0 Ice Cream Sandwich เท่านั้น จากนั้นจึงปรับเพื่อรองรับเวอร์ชั่นอื่นในภายหลัง

ขณะที่มีรายงานข่าวครึกโครมช่วงก่อนวัน วาเลนไทน์ สำหรับผู้ใช้เฟซบุ๊กว่าให้ระวังไวรัสคอมพิวเตอร์ชนิดมัลแวร์เข้าโจมตีผู้ใช้เว็บเบราว์เซอร์ ไฟร์ฟอกซ์ และ กูเกิ้ลโครม โดยมาในลักษณะของการชักชวนให้ดาวน์โหลดธีมพิเศษวันแห่งความรัก แต่กลับมีการหลอกให้ดาวน์โหลดไวรัส TROJ_FOOKBACE.A แทน

[ที่มา www.khaosod.co.th]

เอเซอร์เขย่าโครงสร้างจองเบอร์ 1 ไอที


“เอเซอร์” ปรับโครงสร้างใหม่แบ่ง 4 กลุ่มธุรกิจ รับมือตลาดเปลี่ยน-เทคโนโลยีหมุนเร็ว เตรียมนำบริการคลาวด์ สตอเรจ รับกระแสคลาวด์องค์กรฮิต

นายแฮรี่ หยาง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า เอเซอร์ ปรับโครงสร้างการทำตลาดใหม่แบ่งธุรกิจออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1. โมบิลิตี้ 2. คอมเมอร์เชียล 3. เดสก์ทอปและอุปกรณ์ต่อพ่วง และ 4. การให้บริการ โดยมีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่ต้นปี 2555

“เชื่อว่าจะตอบสนองลูกค้าได้ดี และรวดเร็วมากขึ้น เหมาะกับการสภาพของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา”

เขาเผยว่า กลยุทธ์ปีนี้มาในคอนเซปต์ “Global Trust Local Touch” บุกตลาดด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี ดีไซน์ และโซลูชั่นที่ครบวงจร ทั้งเตรียมนำผลิตภัณฑ์กลุ่มอีดีซี หรือคลาวด์ สตอเรจ เข้ามาทำตลาดรองรับเทรนด์เทคโนโลยี คลาวด์ คอมพิวติง บิ๊ก ดาต้า และเวอร์ชวลไลเซชั่น เติบโตสูงในตลาดองค์กร ปัจจุบันมีลูกค้าประเภทองค์กรขนาดใหญ่ในประเทศไทยแล้ว 3-4 ราย

นอกจากนี้ บริษัทหวังสร้างความต่างด้านการบริการโดยวางแผนไว้ว่าจะเปิดศูนย์ให้บริการบนห้างสรรพสินค้าชั้นนำและไอทีอีก 7 แห่ง จากปัจจุบันมี 150 แห่งทั่วประเทศ พร้อมกับใช้ยุทธ์ศาสตร์ด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนเพื่อพัฒนาการบริการให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

“เราไม่ได้มองแค่เรื่องฮาร์ดแวร์ แต่ให้ความสำคัญกับโซลูชั่นและอีโคซิสเต็มส์ที่เกี่ยวเนื่องกัน เชื่อว่ากลยุทธ์ที่วางไว้จะรับมือการแข่งขันที่เข้มข้นในปีนี้ได้แน่นอน”

ขณะที่ตลาดแทบเล็ตมองโอกาสในระบบปฏิบัติการวินโดว์สมากกว่าแอนดรอยด์ที่แข่งขันสูงมาก แต่จะยังคงทำตลาดต่อเนื่องต่อไป คาดว่าเมื่อวินโดว์ส 8 มาเมื่อไรทั้งไมโครซอฟท์ อินเทล และเอเซอร์จะมีโอกาสมากขึ้น ส่วนสมาร์ทโฟนโฟกัสตามตัวโปรดักท์ ซึ่งเอเซอร์มีจุดยืนที่ความเป็นมัลติเพิล ดีไวซ์ เจาะกลุ่มคนรักเทคโนโลยีไม่ไปแข่งกับรายใหญ่ที่เป็นผู้นำตลาดอยู่ก่อน

“เราเชื่อว่าด้านโปรดักท์เราทำได้ดีอยู่แล้ว ปีที่ผ่านมาได้เห็นปัญหาแล้วว่าการเพิ่มยอดขายไม่ใช่แค่โปรดักท์อย่างเดียว แต่ต้องมีช่องทางและทีมงานขายที่แข็งแกร่งสามารถรับมือกับผู้ใช้งาน เราเองจะเลือกใช้ช่องทางที่แข็งแกร่ง เช่น ไอทีซิตี้ ทีจีโฟน หรือเจมาร์ท เป็นผู้ทำตลาดให้ ภายในไตรมาสที่ 2-3 จะนำแอนดรอยด์รุ่นใหม่ล่าสุด เวอร์ชั่น 4.0 โค้ดเนมไอศกรีม แซนด์วิช เข้ามาในไทย”

ทั้งนี้ เอเซอร์คาดว่า ปี 2555 ตลาดรวมโน้ตบุ๊คจะเติบโต 15-20% เดสก์ทอป 10% ขณะที่ไอดีซีคาดว่าทั่วโลกตลาดพีซีจะโตเป็นตัวเลข 2 หลัก หรือราว 10% ขณะที่ประเทศไทยคาดว่าจะเติบโตระหว่าง 7-10% มียอดจำหน่ายประมาณ 4.1 ล้านเครื่อง

อย่างไรก็ตาม ปี 2554 รายได้รวมเอเซอร์เติบโต 10% พลาดจากที่ตั้งเป้าไว้ที่ 20% เหตุเพราะสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรง หากแบ่งตามกลุ่มสินค้า โน้ตบุ๊ค และเน็ตบุ๊คเติบโต 20% เดสก์ท็อป 9% แอลซีดี มอนิเตอร์ 5% และโปรเจ็คเตอร์ 5% ส่วนปีนี้ตั้งเป้าว่ากลุ่มโน้ตบุ๊คจะเติบโตขึ้นอีก 30% เดสก์ทอปและจอแอลซีดีอย่างละ 15% โปรเจ็คเตอร์ 30% รายได้รวมหวังไว้ที่ 25% เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมไอทีประเทศไทย

นายหยางระบุด้วยว่า ปัจจัยที่น่ากังวลมากที่สุดในปีนี้ คือ เรื่องการเมืองที่ไม่แน่นอน ส่วนข่าวว่าจะมีน้ำท่วมอีกครั้งหวังว่าหากเกิดขึ้นจริงจะไม่เลวร้ายเหมือนเดิม เพราะรัฐบาลไทยมีประสบการณ์มาก่อนแล้ว

[ที่มา www.bangkokbiznews.com]

ผู้บริหารแวลลูชี้ยอดขายไม่สำคัญเท่า “กำไร”


ก็เยอะกว่าด้วย ยิ่งเป็นองค์กรใหญ่ที่มีรายได้ต่อปีเป็นหมื่นล้านบาท การขยับจากเบอร์สองมาเป็นเบอร์หนึ่งแม้จะอยู่มานาน แต่ก็ต้องปรับตัวหลายๆ อย่างทั้งแนวคิด และวิธีการ” สมศักดิ์ เพ็ชรทวีพรเดช ลูกหม้อคนสำคัญของบริษัทค้าส่งสินค้าไอทีรายใหญ่ 1 ใน 3 ของไทย “เดอะแวลลูซิสเตมส์” ในเครือซีอีเอส โฮลดิ้ง เปิดใจหลังรับบทบาทใหม่ในฐานะ “ประธานกรรมการบริหาร”

แม้จะเป็นหนึ่งในคนที่เกิดมาพร้อมการเติบโตของบริษัทที่จนถึงตอนนี้มีอายุเข้าปีที่ 24 แล้ว แต่ธรรมชาติของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ การเป็นผู้ขายสินค้า ไอที ก็จำเป็นต้องปรับตัวตามไปด้วย

สมศักดิ์ บอกว่า เป้าหมายการบริหารงานที่สำคัญ คือ ไม่มองยอดขาย แต่ให้ความสำคัญกับการหาวิธีที่จะทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้น และยิ่งยุคที่เทคโนโลยีเริ่มเปลี่ยนแปลง คนเริ่มให้ความสนใจกับอุปกรณ์ใหม่ๆ เช่น สมาร์ทโฟน และแทบเล็ต หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในฝั่งขององค์กร ในฐานะผู้ขายก็ต้องปรับตัวตาม

ชิมลาง “คลาวด์ เซอร์วิส”

ปีนี้แผนงานสำคัญของแวลลูคือ การขยายตลาดใหม่เพื่อให้บริการ “คลาวด์ เซอร์วิส” เทคโนโลยีที่กำลังเป็นกระแส โดยล่าสุด ได้ทำข้อตกลงร่วมกับ บมจ.อินเทอร์เน็ตประเทศไทย (ไอเน็ต) เพื่อเตรียมให้บริการระบบวีเอ็มแวร์ คลาวด์ ในรูปแบบพับบลิกคลาวด์สำหรับลูกค้าต่างๆ

รวมทั้งตั้งทีมเพื่อศึกษาเทรนด์ และการพัฒนาของเทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้ง เพื่อไม่ให้ตกกระแส เพื่อต่อยอดธุรกิจที่แวลลูแข็งแกร่งอยู่แล้ว นั่นคือ ไอที เซอร์วิส

“กระแสของคลาวด์ เราต้องจับให้ติด และหาโอกาสว่ามันคืออะไร ซึ่งจุดแข็งของเรามีอยู่แล้ว คือ มีครบทั้งธุรกิจดิสทริบิวชั่น เอ็นเตอร์ไพรซ์ และเซอร์วิส ดังนั้น การต่อยอดก็ง่ายขึ้น” ผู้บริหารแวลลูว่า

นอกจากนี้ ยังเริ่มรุกตลาดเอ็นเตอร์ไพรซ์อย่างจริงจัง โดยเป็นพันธมิตรกับ “ออราเคิล” เพื่อเป็นผู้แทนจำหน่ายระบบเฮกซะดาต้า (Hexadata) สำหรับใช้ในระบบฐานข้อมูลของออราเคิล หลังจากปีที่ผ่านมาทดลองทำตลาด ซึ่งพบว่าแม้เครื่องจะมีราคาสูงถึงหลัก 20 ล้านบาท แต่ความต้องการใช้ขององค์กรก็ยังมีอยู่ โดยคาดว่าปีนี้ จะขายได้ไม่ต่ำกว่า 6 เครื่อง หรือคิดเป็นยอดขายมากกว่า 100 ล้านบาท

ทั้งนี้ ยังส่งผลให้ทีมเอ็นเตอร์ไพรซ์ทำยอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่องมากกว่า 30% ขณะที่เมื่อเทียบกับตลาดกลุ่มคอนซูเมอร์ทำยอดขายเติบโตได้เป็นตัวเลขหลักเดียว

เขายอมรับว่าแม้ต้องการขยายสัดส่วนรายได้จากตลาดเอ็นเตอร์ไพรซ์ให้มากขึ้น แต่ขนาดตลาดที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบันก็ยังคงเป็นกลุ่มสินค้าโน้ตบุ๊ค ที่แม้จะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา แต่เฮฟวี่ ยูสเซอร์ก็ยังต้องการใช้โน้ตบุ๊ค และพีซีทั่วๆ ไปอยู่

เออีซีเปิดโอกาสเพิ่มคนไอที

ส่วนการลงทุนในปีนี้เดอะแวลลูยังเน้นด้านบุคลากร เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดในอนาคต ทั้งการเพิ่มทีมวิศวกรให้มากขึ้น และเพิ่มความรู้ความสามารถให้แก่พนักงานที่มีอยู่ หรือให้มีทักษะตามที่ตามต้องการ

อย่างไรก็ตาม สมศักดิ์เชื่อว่า การเปิดตลาดเสรีเศรษฐกิจอาเซียน หรือ “เออีซี” ในอีก 3 ปีข้างหน้า นอกจากจะเป็นการเปิดตลาดให้กว้างขึ้นแล้ว มุมของอุตสาหกรรมไอทีอาจจะได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของบุคลากรด้านไอทีที่มีฝีมือ เนื่องจากปัจจุบันแรงงานด้านไอทีเป็นกลุ่มที่ขาดแคลนในไทยอย่างมาก

หวั่นการเมืองทำตลาดสะดุด

ขณะที่เทคโนโลยียังเติบโตไปตามธรรมชาติ แต่ปัจจัยที่ผู้บริหารเดอะแวลลูยังกังวลที่สุด คือ ปัญหาการเมืองที่ไม่สามารถคาดเดาได้

สมศักดิ์บอกว่า ปีนี้บริษัทจะต้องระมัดระวังตัวในการบริหารงาน ประหยัดต้นทุน แต่ไม่ใช่กลัวจนไม่ทำอะไรเลย เพราะธุรกิจก็ยังต้องเดินหน้าต่อไป โดยภัยธรรมชาติเป็นปัจจัยเสี่ยงรองๆ ที่ยังพอรับมือได้ แต่ปัจจัยเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุด คือ การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ยิ่งในสถานการณ์ที่นิ่งๆ ยิ่งให้เกิดความรู้สึกน่ากลัวว่าจะเกิดเหตุที่รุนแรงมากจนยากจะควบคุม หรือรับมือได้

ความโชคดีของบริษัท คือ โครงสร้างการบริหารงานที่ดีอยู่แล้ว นอกจากนี้ การที่ผู้บริหารเดิมได้ขยับตำแหน่งขึ้นเป็นผู้บริหารใหญ่ของกลุ่มอีซีเอสใน 6 ประเทศทำให้การทำงานของเดอะแวลลูในไทยที่ถือเป็นบริษัทในเครือของอีซีเอสยิ่งง่ายมากขึ้นไปอีก

รวมทั้งความแข็งแกร่งของตลาดในไทยที่ทำยอดขายได้ตามแผนมาอย่างต่อเนื่องทำให้การบริหารงาน หรือขอการลงทุนต่างๆ ทำได้ง่าย

ปัจจุบันเดอะแวลลู ซิสเตมส์ มียอดขายเติบโตเป็นอันดับ 2 รองจากตลาดจีน และดีกว่าตลาดมาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

ฟันธงตลาดโตลดลง

อย่างไรก็ตาม กูรูตลาดไอทีเชื่อว่า การเติบโตของรายได้ในปีนี้อาจหล่นลงมาเป็นตัวเลขหลักเดียว โดยประเมินจากสถานการณ์การใช้จ่ายเงินสำหรับสินค้าไอทีครึ่งปีแรกนี้พบว่า คนส่วนใหญ่ยังใช้เงินกับการฟื้นฟูบ้านเรือนจากน้ำท่วม ขณะที่ยอดขายของบริษัทในช่วง 3 เดือนที่น้ำท่วมลดลงมาก

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยกระทบจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั่วโลก และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ล้วนแล้วแต่มีผลต่อการซื้อขายในตลาดสินค้าไอทีอย่างแน่นอน

“เราคงไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องมียอดขายถึง 2 หมื่นล้านเมื่อไร แต่จะมองว่าเราจะทำกำไรได้มากขึ้นแค่ไหน เพราะสินค้าไอที โดยเฉพาะคอนซูเมอร์ มาร์จินต่ำมาก ดังนั้นเราก็ควรจะให้ความสำคัญกับสินค้าที่ไฮ มาร์จิน เช่น ตลาดไอทีองค์กร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สนใจขยายตลาดคอนซูเมอร์ เพราะมันก็เป็นเทรนด์ที่ต้องทำให้ครบหลูบ” สมศักดิ์ว่า

[ที่มา www.bangkokbiznews.com]

‘ริเวอร์เบด’ ครองตำแหน่งกลุ่มผู้นำตลาด 2012


“การ์ทเนอร์” จัดอันดับให้ “ริเวอร์เบด” เป็นผู้นำตลาดอุปกรณ์ควบคุมการเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายแวน ชูความสมบูรณ์แบบของวิสัยทัศน์และความสามารถในการทำงาน…

เมื่อเร็วๆ นี้ ริเวอร์เบด เทคโนโลยี อิงค์ ผู้ผลิตโซลูชันเพิ่มประสิทธิภาพระบบ ไอที ได้รับการจัดอันดับจากการ์ทเนอร์ ให้ดำรงตำแหน่ง “กลุ่มผู้นำตลาด” จากรายงาน “ตารางเปรียบเทียบความเป็นผู้นำอุปกรณ์ควบคุมแวนออปติไมเซชั่น” (Magic Quadrant for WAN Optimization Controllers หรือ WOC) ประจำปี 2555 ซึ่งวิเคราะห์โดยโจ สโกรูป้า และซีเวียรีน รีล รายงานดังกล่าวเป็นการจัดอันดับบริษัทผู้ผลิตต่างๆ ใน 4 กลุ่มตามวิสัยทัศน์และความสามารถในการทำตามได้จริง เช่น กลุ่มผู้นำ, ผู้ท้าชิง, ผู้มีวิสัยทัศน์ และกลุ่มที่มีตลาดเฉพาะ

ทั้งนี้ กลุ่มผู้นำในตลาดอุปกรณ์ควบคุมการเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายแวนนั้น จำเป็นต้องมีคุณสมบัติครอบคลุม เช่น ระบบควบคุมการให้บริการ QoS ระบบบีบอัดข้อมูลแบบพื้นฐาน ระบบเร่งความเร็วสำหรับรูปแบบการเชื่อมต่อแบบต่างๆ รวมถึงรองรับการเร่งความเร็วไฟล์ข้อมูลได้หลายระบบ พร้อมคุณสมบัติหลักที่พิสูจน์แล้วว่า สามารถนำไปติดตั้งจริงกับเครือข่ายและใช้งานได้จริง และในปัจจุบันองค์กรลูกค้ามีความต้องการ คือ บริการขายและสนับสนุนทั่วโลก

อีริค วูล์ฟฟอร์ด รองประธานฝ่ายบริหารและผู้จัดการทั่วไปกลุ่มผลิตภัณฑ์ ริเวอร์เบด เปิดเผยว่า บริษัทภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับการจัดอันดับในตำแหน่งผู้นำตลาดอุปกรณ์ควบคุม การเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายแวนจากการ์ทเนอร์ สิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญตลอดมาคือ การตอบสนองความต้องการลูกค้าระดับองค์กรด้วยเทคโนโลยีระดับเวิลด์คลาสและคุณภาพระดับสูง รวมถึงการสนับสนุนและบริการที่ตอบสนองอย่างรวดเร็วกับองค์กรที่มีสาขาทั่วโลก

ทั้งนี้ นวัตกรรมที่มีอยู่บนผลิตภัณฑ์ของริเวอร์เบด ได้จากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับลูกค้า ทำให้ค้นพบกรอบเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการด้านประสิทธิภาพการใช้งาน รวมถึงการขยายบริการแบบคลาวด์ รวมถึงรูปแบบการใช้งานและการแนะนำแพลตฟอร์มด้านการประมวลผลแบบใหม่ ทั้งแท็บเล็ต หรืออุปกรณ์มือถือ โดยการที่ลูกค้าเริ่มเปลี่ยนสู่รูปแบบเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ ทำให้บริษัทยังคงพัฒนานานวัตกรรมโซลูชันอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการด้านประสิทธิภาพการใช้งานให้องค์กรที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด.

[ที่มา www.thairath.co.th]

โฉมใหม่ ‘เม้าส์ไร้สาย’ ไม่ง้อแบตเตอรี่!


สื่อนอกเผย จีเนียส เตรียมปฏิวัติวงการเม้าส์ไร้สาย เตรียมเปิดตัวเม้าส์ไร้สายรุ่นแรกของโลกที่ไม่ต้องอาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่ สนนราคาที่ 1,300 บาท…

www.techpowerup.com เว็บไซต์ด้านไอทีของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า จีเนียส (Genius) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์เสริมสำหรับคอมพิวเตอร์ เตรียมปฏิวัติรูปแบบการใช้งาน เม้าส์ ไร้สายแบบเดิม ที่ต้องอาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่ขนาดต่างๆ ด้วยการเปิดตัว Genius DX-Eco เม้าส์ไร้สาย รุ่นแรกของโลก ที่ไม่จำเป็นต้องใส่แบตเตอรี่ เนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีเก็บประจุไฟฟ้าแบบเลเยอร์คู่มาใช้งาน ทำให้สามารถประหยัดพลังงานได้มากขึ้นต่อการชาร์จในแต่ละครั้ง ซึ่งใช้เวลาบรรจุไฟฟ้าเพียง 3 นาทีต่อหนึ่งวัน และสามารถชาร์จไฟเพื่อใช้งานได้มากกว่า 1 แสนครั้ง

ทั้งนี้ Genius DX-Eco ใช้เทคโนโลยีการรับ-ส่งสัญญาณรูปแบบยูเอสบี ที่คลื่นความถี่ 2.4 กิกะเฮิรตซ์ ความละเอียดในการใช้งานตั้งแต่ 800-1600 ดีพีไอ ใช้งานได้ในระยะไม่เกิน 15 เมตร สามารถทำงานได้บนพื้นกระจกและหินอ่อน โดยราคาเปิดตัวอยู่ที่ประมาณ 1,300 บาท

[ที่มา www.thairath.co.th]

ออโตเดสก์ติดโผ ’100บริษัทที่น่าทำงานด้วย’


ออโตเดสก์ ติดอันดับ “100 บริษัทดีที่สุดที่น่าทำงานด้วย” ของอเมริกา จากการจัดอันดับของนิตยสาร FORTUNE…

ออโตเดสก์ อิงค์ ผู้นำซอฟต์แวร์เพื่อการออกแบบ 3 มิติ งานวิศวกรรม และเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ได้รับการจัดอันดับจากผลสำรวจประจำปีของนิตยสาร FORTUNE ให้เป็น 100 บริษัทดีที่สุดที่น่าทำงานด้วยในอเมริกา โดย แจน เบ็คเกอร์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการจัดการทรัพยากรบุคคล ออโตเดสก์ กล่าวว่า เป็นเพราะพนักงานของบริษัททำให้ออโตเดสก์เป็น 1 ในบริษัทที่น่าร่วมงานด้วย เราภูมิใจในผลิตภัณฑ์ ความแตกต่าง รวมถึงวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมในการทำงานของบริษัท สถานที่ที่ผู้คนจะได้รับเกียรติและสามารถเป็นส่วนหนึ่งของทีมพัฒนานวัตกรรมที่ทำงานภายใต้ความท้าทาย

ปัจจุบัน ออโตเดสก์มีพนักงานมากกว่า 7,000 คนทั่วโลก โดยในปี 2554 ออฟฟิศหลายประเทศอย่าง แคนาดา, จีน, เยอรมนี, สวิตเซอร์แลนด์, อังกฤษ และอเมริกา ยังได้รับรางวัลหลายด้าน สำหรับการเลือก 100 บริษัทดีที่สุดที่น่าทำงานด้วยนั้น นิตยสาร Fortune ร่วมกับบริษัทพาร์ทเนอร์ และสถาบัน Great Place to Work Institute ทำการสำรวจจากพนักงานบริษัทในอเมริกาจำนวนมาก ติดตามรายชื่อบริษัททั้งหมดที่ติดอันดับได้ที่ www.fortune.com

[ที่มา www.thairath.co.th]

‘ฟูจิตสึ เอเซีย’ แต่งตั้งซีอีโอคนใหม่ หวังขยายตลาดอาเซียน


ฟูจิตสึ ประกาศแต่งตั้ง “กาวิน เซลเคิร์ก” ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชีย มอบหน้าที่เพิ่มตำแหน่งทางการตลาดให้องค์กร พร้อมคุมกลยุทธ์ในเอเชีย…

ฟูจิตสึ เอเซีย ประกาศแต่งตั้ง นายกาวิน เซลเคิร์ก ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาค ของฟูจิตสึ เอเซีย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ นายกาวิน ถือเป็นผู้คร่ำหวอดในแวดวงไอซีที และเชี่ยวชาญด้านการบริหารงานบริการเพื่อธุรกิจ ซึ่งจะรับหน้าที่ขับเคลื่อนธุรกิจของฟูจิตสึ ในภูมิภาคอาเซียน มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจและดูแลรับผิดชอบให้ฟูจิตสึมีตำแหน่งทางการตลาดเพิ่มเติมในภูมิภาคอาเซียน พร้อมทั้งดูแลด้านกลยุทธ์ในเอเซียทั้งหมด

โดยก่อนร่วมงานกับ ฟูจิตสึ เอเซีย นายกาวิน ทำหน้าที่เป็นรองประธานอาวุโสขององค์กร ประจำภาคพื้นเอเซียแปซิฟิก และประเทศญี่ปุ่น ให้กับบริษัท คอมพิวเตอร์ แอสโซซิเอทส์ หรือซีเอ ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ ซึ่งตลอดระยะ 8 ปี ในบริษัทดังกล่าว นายกาวิน ได้ดำรงตำแหน่งในระดับบริหารที่หลากหลายทั้งในประเทศออสเตรเลียและในภาคพื้นเอเซียแปซิฟิก ทั้งยังเคยประจำอยู่ที่สำนักงานใหญ่ ณ นิวยอร์ก ในตำแหน่งผู้ช่วยซีอีโอในระดับโลกอีกด้วย พร้อมด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ และก่อนหน้านี้ยังเคยร่วมงานกับ Avnet Computers , SAS Institute และ Vodafone

นายร็อด วาวเดรย์ ประธานและรองประธานอาวุโส กลุ่มธุรกิจทั่วโลก กล่าวว่า “ภูมิภาคอาเซียนเป็นตลาดที่สำคัญในเชิงกลยุทธ์สำหรับฟูจิตสึและลูกค้าจำนวนมากของเรา เรามั่นใจว่าประสบการณ์ทั้งหมดของกาวินจะช่วยเพิ่มข้อได้เปรียบให้กับฟูจิตสึ ท่ามกลางตลาดที่มีการเติบโตของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เช่น การให้บริการคลาวด์ เทคโนโลยีคอนเวอร์เจนซ์ และการโมบิลิตี้ คอมพิวติ้ง เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดทั้งตลาดที่เติบโตแล้วและตลาดที่เกิดใหม่ในภูมิภาคอาเซียน

ด้าน นายกาวิน เซลเคิร์ก ซีอีโอ รายล่าสุดของฟูจิตสึ เอเชีย กล่าวว่า ผมคาดหวังว่าจะได้ทำงานร่วมกับทีมในการพัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ในมุมมองของลูกค้าพร้อมทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมช่วยต่อยอดความมุ่งมั่นด้านนวัตกรรมของฟูจิตสึ เพื่อช่วยลูกค้าก้าวข้ามความท้าทายและช่วยยืนหยัดเหนือการแข่งขัน และช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ.

[ที่มา www.thairath.co.th]

กลุ่มซีดีจี เจาะโครงการภาครัฐ


กลุ่มซีดีจี เดินตามรอยนโยบายสมาร์ทไทยแลนด์ เจาะโครงการไอทีภาครัฐ เตรียมพร้อมธุรกิจ ดึงคนรุ่นใหม่เสริมรับมือเออีซี นำโครงการฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร -การทะเบียนประวัติอาญชากรรม ปัดฝุ่นจับมือพันธมิตรท้องถิ่นตะลุยตลาดเวียดนาม กัมพูชา พม่า
นายนาถ ลิ่วเจริญ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่ม บริษัทซีดีจีฯ เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจของบริษัทปีนี้ยังมุ่งในแนวเดิม คือ เป็นผู้ให้บริการวางระบบ ไอที กับหน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ แต่จะประยุกต์เพิ่มเติมให้เข้ากับนโยบายสมาร์ทไทยแลนด์ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือไอซีที โดยมองว่าโครงการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-โกเวิร์นเมนต์ของไทยควรจะเกิดตั้งแต่ 7 ปีที่แล้ว แต่ด้วยเหตุที่รัฐบาลมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยทำให้โครงการดังกล่าวไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามขณะนี้รัฐมีเป้าหมายชัดเจน และยอมแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคในอดีต ซึ่งก็เชื่อว่าน่าจะสร้างให้เกิดโอกาสกับภาคธุรกิจไอที
นอกจากนี้บริษัทยังได้เตรียมพร้อมรับมือกับการเปิดประชาคมอาเซียน ซึ่งมองว่าน่าจะเป็นโอกาสทางธุรกิจเช่นเดียวกัน โดยที่เตรียมพร้อมขณะนี้คือการลงทุนจ้างคนรุ่นใหม่ ที่มีแนวความคิดหรือไอเดียแปลกใหม่เข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง พร้อมกับพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ทางด้านเทคโนโลยีไร้สาย ระบบรักษาความปลอดภัยบนเทคโนโลยีไร้สาย และเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยในการบังคับใช้กฎหมาย หรือไม่ก็อาจลงทุนซื้อบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดังกล่าวเข้ามา
ส่วนการขยายตลาดไปสู่ภูมิภาคนั้นบริษัทจะนำโครงการการให้บริการภาครัฐสำคัญๆ ที่ประสบความสำเร็จในไทย ทั้งโครงการฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร กระทรวงมหาดไทย, โครงการทะเบียนประวัติอาญชากรรม ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โครงการศูนย์ข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง และโครงการจัดทำระบบแผนที่และข้อสนเทศระบบการจำหน่ายไฟฟ้า ของการไฟฟ้านครหลวง และโครงการนำไอทีมาพัฒนางานทะเบียนรถยนต์ของกรมการขนส่งทางบก พร้อมกับองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญที่บริษัทมีอยู่ ไปเจรจากับพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อขยายธุรกิจเข้าไป โดยประเทศที่ให้ความสนใจ คือ เวียดนาม ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มเข้าไปร่วมมือกับผู้วางระบบในเวียดนาม จัดทำโครงการในเวียดนามแล้ว นอกจากนี้ยังสนใจประเทศพม่า ที่เริ่มเปิดประเทศ และกัมพูชา ที่มีงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก
พร้อมกันนี้บริษัทได้ประกาศปรับโฉมแบรนด์ซีดีจีเพื่อสะท้อนความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของบริษัทในรอบ 4 ปี โดยแบรนด์ใหม่จะมีความทันสมัยและคล่องตัวในการให้บริการลูกค้ามากขึ้นภายใต้ความเป็นมืออาชีพด้านการให้บริการไอซีทีครบวงจร นอกจากนี้ยังมีวิสัยทัศน์ต้องการเป็นองค์กรที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก 1 ใน 10 ของภูมิภาคอาเซียนด้วย ทั้งในแง่ของการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการบูรณาการสารสนเทศทุกภาคส่วนให้เกิดความมั่งคั่งต่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืน
“สำหรับการลงทุนไอทีภาครัฐปีนี้ คาดว่าตัวเลขการลงทุนน่าจะลดลง เนื่องจากหลายโครงการถูกตัดงบประมาณ หรือชะลอโครงการออกไป ภายหลังเกิดปัญหาน้ำท่วม อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่าในปีนี้จะเติบโตขึ้นประมาณ 10% จากรายได้เฉลี่ยปีละ 5,000 ล้านบาท เนื่องจากมีโครงการต่อเนื่องจากปีที่แล้วที่มีการทยอยส่งมอบในปีนี้”

[ที่มา www.thannews.th.com]

กสทช.เล็ง 2จังหวัดเหนือ-อีสาน นำร่องบริการยูเอสโอ


บริการโทรคมทั่วถึงและเท่าเทียมทั่วประเทศยังเป็นความต้องการของประชาชนพื้นที่ห่างไกล ล่าสุด กสทช. เคาะแผนบริการยูเอสโอเตรียมนำร่อง 2 จังหวัด

บริการโทรคมอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมทั่วประเทศยังเป็นความต้องการของประชาชนพื้นที่ห่างไกล ล่าสุด กสทช. เคาะแผนบริการ ยูเอสโอ เตรียมนำร่อง 2 จังหวัดภาคเหนือ-อีสาน ใช้เงินรวม 500 ล้านบาท หวังเป็นต้นแบบไปพัฒนาพื้นที่ห่างไกลอื่นๆ จัดโซนนิ่งพื้นที่เอ-บี-ซี เปิดให้เอกชนเข้าประมูล

กสทช. คาดว่าจะเก็บรายได้จากค่าธรรมเนียม 3% ต่อไลเซ่นได้ปีละ 5,000 ล้านบาท รวม 5 ปี 25,000 ล้านบาทส่งเข้ากองทุนนำมาดำเนินการ เล็งชงแผนแม่บทเข้าบอร์ดกลางเดือน ก.พ.นี้ เชื่อประกาศใช้ในราชกิจจาทันแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่มี.ค.นี้

พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า หลังจาก กสทช.เปิดรับฟังความเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) ร่างแผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (ยูเอสโอ) ประจำปี 2555-2559 แล้ว ขณะนี้กำลังเตรียมปรับปรุงรายละเอียดของแผนเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของ กสทช.และเหมาะสมกับพื้นที่ที่ต้องการใช้งานบริการโทรคมนาคมอย่างทั่วถึง

เบื้องต้นคาดว่า คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) จะลงมติเห็นชอบร่างแผนแม่บทยูเอสโอได้อย่างเร็วที่สุดภายในกลางเดือนก.พ.นี้ จากนั้นจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) กสทช.อีกครั้ง ซึ่งต้องเร่งดำเนินการเพราะหลังจากบอร์ด กสทช. อนุมัติ หรือมีมติแล้ว จำเป็นต้องรอให้รับรองมติอีกครั้งด้วย หากไม่เร่งดำเนินการจะทำให้แผนแม่บทยูเอสโอประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาไม่ทันแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ เดือนมี.ค.นี้

นำร่อง2จังหวัด
ทั้งนี้ ตามเป้าหมายของแผนแม่บทยูเอสโอ กสทช.จะนำร่องเปิดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง 2 แห่ง ซึ่งยังไม่สรุปว่าเป็นจังหวัดใด จากเดิมกำหนดจังหวัดต้นแบบไว้ 4 แห่ง แต่ลดลงหลังทำประชาพิจารณ์ เบื้องต้นจะเป็นพื้นที่ภาคเหนือ 1 จังหวัด และอีสาน 1 จังหวัด งบประมาณแห่งละ 250 ล้านบาท โดยแต่ละจังหวัดแบ่งพื้นที่เป็นเอ บี และซี ตามสภาพการตลาด และภูมิศาสตร์

พื้นที่เอ เป็นบริเวณที่มีผู้ประกอบการมาก ปริมาณความต้องการสูง หาลูกค้าได้ง่าย สร้างรายได้และกำไรได้ พื้นที่บี เป็นบริเวณที่มีศักยภาพเข้าไปทำตลาด มีปริมาณความต้องการของประชาชน แต่ยังไม่มีบริการเข้าไป และพื้นที่ซี คือ พื้นที่ที่ขาดแคลนด้านบริการโทรคมนาคมทุกประเภท แม้ความต้องการของประชาชนในพื้นที่จะมี แต่ไม่มีผู้ประกอบการเข้าไปทำตลาด เพราะจะประสบปัญหาขาดทุน

“เราต้องการราคากลางในการทำยูเอสโอของแต่ละจังหวัด เลยจัดให้มีโมเดลต้นแบบ แต่ละจังหวัดต้องมีบริการใดบ้าง เช่น ต้องมีโทรศัพท์สาธารณะ โทรศัพท์ประจำที่ อินเทอร์เน็ตเท่าใด ซึ่งตัวเลข 250 ล้านบาทนี้ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) เป็นผู้เสนอมา โดยประเมินจากศักยภาพและความขาดแคลนบริการโทรคมนาคม ดังนั้น จะเปิดให้เอกชนที่สนใจเข้ามาประมูลเพื่อทำงานตรงนี้ กำลังหารือ และร่างเงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์)”

กองทุน5ปี2.5หมื่นล้าน
ปัจจุบันเงินกองทุนยูเอาโอยกยอดมาจากปี 2554 มี 2,900 ล้านบาท นำมาทำโครงการนำร่อง 2 จังหวัด 500 ล้านบาท ดังนั้น ปีนี้ กสทช. จะเหลือเงินกองทุน 2,400 ล้านบาท

แต่คาดว่า ปี 2555 จะจัดเก็บเงินเข้ากองทุนได้อีก 5,000 ล้านบาท จากค่าธรรมเนียมนำส่งเข้ากองทุนวิจัยและพัฒนาอัตรา 3% จากผู้ได้รับใบอนุญาตทุกรายทุกประเภทใบอนุญาต ยกเว้นรายที่มีรายได้ไม่เกิน 20 ล้านบาท ไม่ต้องนำเงินส่งเพื่อส่งเสริมให้มีผู้ประกอบการขนาดเล็ก หากเป็นลักษณะนี้จะทำให้ตลอด 5 ปีตามแผนแม่บทกสทช. มีเงินเข้ากองทุนรวม 25,000 ล้านบาท

กสทช.มีเป้าหมายที่จะให้คนไทยได้ใช้บริการโทรคมนาคมอย่างทั่วถึงและครอบคลุม โดยบริการเสียงครอบคลุม 99% บริการอินเทอร์เน็ตครอบคลุม 80% ของจำนวนประชากรทั้งหมดภายใน 5 ปี จากปัจจุบันอัตราการ เข้าถึงอินเทอร์เน็ต 35%

ตั้งยูเอสโอเน็ต
พร้อมกันนี้ กสทช.ยังจัดตั้งศูนย์อินเทอร์เน็ตชุมชุน (ยูเอสโอ เน็ต) ตอบสนองความต้องการใช้งานตามความนิยมของประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย โดยกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการพิจารณาคัดเลือกพื้นที่จัดตั้งศูนย์ต้องเป็นหน่วยงานของรัฐ หรือนิติบุคคล เช่น สถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนต่างๆ

พื้นที่ดังกล่าวต้องเหมาะสมตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่ กสทช. กำหนดไว้ ได้แก่ หลักเกณฑ์การคัดเลือกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคม เช่น โรงเรียน สถานสงเคราะห์คนพิการ คนชรา เป็นต้น รวมถึงต้องมีแผนรองรับการดำเนินการภายหลังได้รับการจัดการศูนย์ อีกทั้งต้องไม่ช้ำช้อนกับพื้นที่การดำเนินงานของกระทรวงไอซีที เป็นต้น

[ที่มา www.bangkokbiznews.com]

จีนสนร่วมวงแทบเล็ตป.1แต่ยังหวั่นราคา-สเปค


ศธ.เคาะสเปคจัดซื้อ’แทบเล็ต’เร่งใส่หลังสูตรถึงป.3″หัวเว่ย”สนร่วมโครงการ ชี้เป็นโปรเจคใหญ่กลุ่มการศึกษาครั้งแรก เลอโนโว-เอเซอร์หวั่นสเปคทำยาก

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงโครงการ One Tablet Pc Per Child ว่า ขณะนี้เร่งเดินหน้าจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา หรือ แทบเล็ต จำนวน 900,000 เครื่อง เพื่อแจกเด็กนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1 ให้ครบทั้งหมด 860,000 คน โดยจะให้เด็กได้มีเทคโนโลยีใช้อย่างทั่วถึง และเท่าเทียม

ส่วนลักษณะการแจกจะเป็นการให้เด็กไปเลย และหากเป็นไปได้ เขาต้องการให้มีหลักสูตรการเรียนการสอนที่บรรจุในแทบเล็ตมากกว่า 5 วิชาหลัก และมากกว่าแค่หลักสูตร ป.1 หรือใส่หลักสูตรให้ครบถึง ป.3 เพื่อให้เด็กเข้าไปเรียนรู้ล่วงหน้าได้ แต่ก็ต้องดูความสามารถของแทบเล็ตก่อนว่าจะรองรับหลักสูตรได้ทั้งหมดหรือไม่

“อายุการใช้งานของ แทบเล็ต อาจจะใช้ได้แค่ 3 ปี ดังนั้นเมื่อจะแจกให้เด็กได้ใช้ เราก็ต้องแจกให้ฟรีไปเลย ไม่ใช่การยืม เพราะเด็กต้องใช้งานได้ตลอดเวลา อยากเรียนรู้ตอนไหนก็เรียนรู้ได้เลย จึงคิดว่าในแทบเล็ตน่าจะมีอะไรที่มากกว่า 5 วิชาหลัก อย่างเช่นอาจจะใส่เพิ่ม เป็น 8 กลุ่มสาระสำหรับเด็กป.1 ถ้าหากแทบเล็ตรองรับได้ก็อยากให้เพิ่มเข้าไป เพื่อที่เด็กจะได้มีโอกาสเรียนรู้เพิ่มเติม”

เปิดทีโออาร์แทบเล็ตจัดซื้อจีทูจี

นายสุชาติ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ ศธ.ได้กำหนดเงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์) และรายละเอียดครุภัณฑ์คุณลักษณะเฉพาะเสร็จแล้ว จากนี้ก็ให้กระทรวงการต่างประเทศติดต่อรัฐบาลจีน จัดซื้อ “จีทูจี” ตามสเปคของแทบเล็ตที่กำหนดในทีโออาร์ ซึ่งน่าจะจัดซื้อจัดจ้างได้ทันก่อนเปิดเทอมเดือน พ.ค.นี้

ส่วนรายละเอียดสเปคของแทบเล็ตต้องได้รับรองมาตรฐานความปลอดภัย มอก. 1561-2548 บริภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศเฉพาะด้านความปลอดภัย (IEC 60950) ซึ่งเป็นสิ่งที่ ศธ. ให้ความสำคัญต้องไม่ระเบิดใส่เด็ก

นอกจากนี้ ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานเพื่อสิ่งแวดล้อม โรงงานผลิตต้องได้มาตรฐาน มอก.9001 หรือ รหน 9001 ข้อกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของระบบ ต้องมีหน่วยประมวลผลกลางความเร็วสัญญาณนาฬิกาไม่ต่ำกว่า 1 กิกะเฮิรตซ์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบดูอัล คอร์ ขนาดเล็กกว่า 45 นาโนเมตร หน่วยความจำหลักไม่น้อยกว่า 512 เมกะไบต์ ระบบแสดงผลจอภาพขนาดไม่น้อยกว่า 7 นิ้ว หน่วยบันทึกข้อมูลภายใน ไม่น้อยกว่า 16 กิกะไบต์

ส่วนระบบปฏิบัติเป็น แอนดรอยด์ 3.2 (Honeycomb) ลินิกซ์ เคอร์เนล 2.6.36 ขึ้นไป และรองรับแอนดรอยด์ 4.0 (ice cream sandwich) ลินิกซ์ เคอร์เนล 3.0.1 ได้

ยืนยันแจกแทบเล็ตฟรีให้เด็ก

“ยืนยันว่า แทบเล็ตควรแจกให้นักเรียนเป็นสิทธิขาดเลย ไม่ต้องให้นักเรียนนำมาคืนหลังหมดปีการศึกษา ซึ่งแทบเล็ตที่จะซื้อตามสเปคราคา 2,400 บาท ถือเป็นพัสดุที่ราคาไม่แพง สมควรแจกให้เด็กไปเลย ราคาเท่านี้ใช้ 3 ปีก็กลายเป็นแค่พลาสติกแล้ว และถึงแม้การจัดซื้อเครื่องใหม่จะทำให้ต้องเสียเงินอีกกว่า 3 พันล้านบาทก็ถือเป็นเงินแค่เล็กน้อย เทียบกันแล้วซื้อเรือรบ 1 เครื่องก็ราคากว่า 3 พันล้านบาทเหมือนกัน” รมว.ศธ. กล่าว

พร้อมระบุว่า โครงการนี้ไม่ได้เข้าสู่การประชุมของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (31 ม.ค.) แต่จะพยายามผลักดันให้เข้าสู่การประชุมครม.สัปดาห์หน้า อย่างไรก็ตาม เขากังวลว่า เปิดภาคเรียนปี 2555 เดือนพ.ค. นี้ อาจจะแจกแทบเล็ตให้นักเรียนป.1 ทุกคนไม่ได้ทัน เพราะขั้นตอนการผลิตและส่งมอบจำนวนดังกล่าวต้องใช้เวลาประมาณ 4 เดือน ฉะนั้น คงต้องทยอยแจกนักเรียนตามความพร้อม

สำรวจความพร้อมโรงเรียน

ด้าน นางสาวศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ศธ.กำลังสำรวจความพร้อมรองรับแทบเล็ตของสถานศึกษาในสังกัด สพฐ. สช. และสกอ.ที่จะได้รับจัดสรรเครื่องแทบเล็ต โดยคำนึงเรื่องการมีไฟฟ้ารองรับและมีสัญญาณอินเทอร์เน็ตไปถึงสถานศึกษา เพราะลำดับการจัดสรรเครื่องจะส่งให้โรงเรียนที่พร้อมก่อน ส่วน ร.ร.ที่ยังไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตเข้าถึง หรือโรงเรียนกลุ่มสีแดงไม่มีไฟฟ้าใช้ที่มีประมาณ 200 แห่ง ต้องรอจัดสรรในลำดับถัดไป เพราะฉะนั้น จะสอดคล้องกับกรณีที่เครื่องแทบเล็ตจากจีนทยอยส่งมอบให้เช่นกัน

ส่วนการรับมอบเครื่องจากจีนนั้น รัฐบาลจีนจะส่งมอบให้ที่สนามบินของประเทศจีน และได้วางแผนว่าจะใช้เครื่องบินของการบินไทยไปรับสินค้ามา เมื่อมาถึงประเทศไทยแล้วจะใช้บริการของไปรษณีย์ไทย กระจายเครื่องแทบเล็ตไปตามสถานศึกษาต่างๆ โดย ศธ.จะตั้งคณะทำงานระดับผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการมาทำงานร่วมกับเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อดูแลเรื่องการรับมอบเครื่องและจัดส่งเครื่องให้สถานศึกษา

ส่วนเรื่องการเตรียมความพร้อมรองรับ ศธ.จะประสานกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เร่งมือวางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไปถึงสถานศึกษาทุกแห่ง ซึ่งนโยบายอินเทอร์เน็ตตำบลของรัฐบาลที่มีเป้าหมายให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านระบบไวไฟฟรีทั่วประเทศกำหนดชัดเจนให้เริ่มดำเนินการในสถานศึกษาเป็นกลุ่มแรก เพราะฉะนั้น ศธ.ก็จะได้ประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว

ตามแผนงานของ ศธ. แทบเล็ตจะเข้าอินเทอร์เน็ตได้ในภาคเรียนที่ 2 ส่วนภาคเรียนแรกซึ่งอยู่ในงบประมาณปี 2555 จะเป็นการจัดซื้อเครื่องก่อน นอกจากนั้น ศธ.จะจัดโครงการอบรมครูทุกชั้น ทุกวิชา ผู้บริหารสถานศึกษา และ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อเตรียมให้พร้อมสำหรับการนำแทบเล็ตรวมถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่างๆ มาใช้ประกอบการเรียนการสอนด้วย

หัวเว่ยสนร่วมวง

ด้าน นายไมเคิล แมคโดนัลด์ หัวหน้าคณะผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยีบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า บริษัทสนใจเข้าร่วมโครงการแทบเล็ตของรัฐบาลไทยอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นโครงการใหญ่ที่ผู้ผลิตทุกรายต่างก็ให้ความสนใจ โดยที่ผ่านมาหัวเว่ยก็เข้าไปให้ข้อมูลและนำเสนอผลิตภัณฑ์กับรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจต่างๆ ยังต้องขึ้นกับนโยบายของรัฐบาล และตัวแทนจำหน่ายของบริษัทด้วย โดยต้องคำนึงถึงการให้บริการหลังการขาย คุณภาพของเครื่อง และราคาที่บริษัทผลิตได้

“เราไม่เคยทำโครงการในรูปแบบนี้มาก่อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเท่าที่เคยทำคือ เป็นโครงการขายแทบเล็ตพ่วงกับฟิกซ์ โอเปอเรเตอร์ ในฟิลิปปินส์ และก็มีขายเป็นล็อตใหญ่ๆ ให้ตลาดผู้ใช้ทั่วไปเท่านั้น ดังนั้นถ้าเรามีส่วนร่วมในโครงการแทบเล็ตไทยครั้งนี้ได้ก็จะถือเป็นโปรเจคแทบเล็ตขนาดใหญ่ในกลุ่มการศึกษาเป็นครั้งแรก” นายแมคโดนัลด์ กล่าว

เลอโนโวขอคุยโรงงานก่อน

นายจีรวุฒิ วงศ์พิมลพร ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เลอโนโว (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สเปคที่รัฐบาลไทยเคาะออกมาคิดว่าทำได้ยากเพราะแค่แรมอย่างเดียวราคาก็หลักหลายร้อยบาทแล้ว ขณะนี้บริษัทแม่เองกำลังรอทิศทางที่ชัดเจน แต่หากรัฐบาลยังยืนยันงบประมาณจำนวนเท่าเดิมคงต้องลองไปคุยกับทางโรงงานเพื่อประเมินความเป็นไปได้อีกที

“เมื่อได้ข้อสรุปแล้วจะต้องคุยกับโรงงานเพื่อประเมินดูปริมาณ ไทม์ไลน์ และซัพพลายที่มี ที่ผ่านมาเราเองไม่เคยมีสายผลิตภัณฑ์ราคานี้มาก่อน แต่จะพยายามทำอย่างดีที่สุดเพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้งานแทบเล็ตกับนักเรียน ”

อย่างไรก็ตามหากเลอโนโวไม่ได้โครงการนี้คาดว่าจะไม่ส่งผลใดๆ ต่อบริษัท ด้านการบริการหลังการขายที่ไม่เกี่ยวกับฮาร์ดแวร์หากไม่ใช่สินค้าของตัวเองคงไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แต่หากเป็นโซลูชั่นและโปรดักท์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในอนาคตจะมีมาเสนอสู่ตลาดอีกแน่

ชี้อาจต้องใช้โนเนม

นายอลงกรณ์ ตุงคะบรรหาร ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด กล่าวว่า หากรัฐบาลยังยืนยันใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างแบบจีทูจีกับรัฐบาลจีน การเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการครั้งนี้ก็คงต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเลือกพาร์ทเนอร์ผู้ผลิตสินค้าของรัฐบาลจีนเช่นกัน โดยปัจจุบันเอเซอร์ก็เป็นหนึ่งในแบรนด์พีซีที่จ้างโรงงานจีนเป็นผู้ผลิตสินค้า

อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติเบื้องต้นตามทีโออาร์มองว่าเป็นแทบเล็ตที่อาจต้องใช้แบรนด์โนเนม หรือเป็นเครื่องที่ผลิตแบบไม่มีแบรนด์ เพราะราคาต่ำหลักไม่กี่พันบาท ซึ่งปัจจุบันเอเซอร์ยังไม่เคยทำตลาดแทบเล็ตราคาระดับดังกล่าว

“คงต้องรอให้ชัดเจนว่ารัฐต้องการคุณภาพสินค้าเกรดไหน และจะเลือกใครบ้าง เพราะในจีนมีโรงงานผลิตมากกว่า 100 โรงงาน แต่สิ่งสำคัญคือ บริการหลังการขาย และอายุการใช้งานเครื่องที่ซื้อถูกมาแล้วเครื่องจะใช้งานได้นานแค่ไหน” นายอลงกรณ์ กล่าว

[ที่มา www.bangkokbiznews.com]

กสทช.เล็ง 2จังหวัดเหนือ-อีสาน นำร่องบริการยูเอสโอ


บริการโทรคมทั่วถึงและเท่าเทียมทั่วประเทศยังเป็นความต้องการของประชาชนพื้นที่ห่างไกล ล่าสุด กสทช. เคาะแผนบริการยูเอสโอเตรียมนำร่อง 2 จังหวัด

บริการโทรคมอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมทั่วประเทศยังเป็นความต้องการของประชาชนพื้นที่ห่างไกล ล่าสุด กสทช. เคาะแผนบริการ ยูเอสโอ เตรียมนำร่อง 2 จังหวัดภาคเหนือ-อีสาน ใช้เงินรวม 500 ล้านบาท หวังเป็นต้นแบบไปพัฒนาพื้นที่ห่างไกลอื่นๆ จัดโซนนิ่งพื้นที่เอ-บี-ซี เปิดให้เอกชนเข้าประมูล

กสทช. คาดว่าจะเก็บรายได้จากค่าธรรมเนียม 3% ต่อไลเซ่นได้ปีละ 5,000 ล้านบาท รวม 5 ปี 25,000 ล้านบาทส่งเข้ากองทุนนำมาดำเนินการ เล็งชงแผนแม่บทเข้าบอร์ดกลางเดือน ก.พ.นี้ เชื่อประกาศใช้ในราชกิจจาทันแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่มี.ค.นี้

พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า หลังจาก กสทช.เปิดรับฟังความเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) ร่างแผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (ยูเอสโอ) ประจำปี 2555-2559 แล้ว ขณะนี้กำลังเตรียมปรับปรุงรายละเอียดของแผนเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของ กสทช.และเหมาะสมกับพื้นที่ที่ต้องการใช้งานบริการโทรคมนาคมอย่างทั่วถึง

เบื้องต้นคาดว่า คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) จะลงมติเห็นชอบร่างแผนแม่บทยูเอสโอได้อย่างเร็วที่สุดภายในกลางเดือนก.พ.นี้ จากนั้นจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) กสทช.อีกครั้ง ซึ่งต้องเร่งดำเนินการเพราะหลังจากบอร์ด กสทช. อนุมัติ หรือมีมติแล้ว จำเป็นต้องรอให้รับรองมติอีกครั้งด้วย หากไม่เร่งดำเนินการจะทำให้แผนแม่บทยูเอสโอประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาไม่ทันแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ เดือนมี.ค.นี้

นำร่อง2จังหวัด
ทั้งนี้ ตามเป้าหมายของแผนแม่บทยูเอสโอ กสทช.จะนำร่องเปิดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง 2 แห่ง ซึ่งยังไม่สรุปว่าเป็นจังหวัดใด จากเดิมกำหนดจังหวัดต้นแบบไว้ 4 แห่ง แต่ลดลงหลังทำประชาพิจารณ์ เบื้องต้นจะเป็นพื้นที่ภาคเหนือ 1 จังหวัด และอีสาน 1 จังหวัด งบประมาณแห่งละ 250 ล้านบาท โดยแต่ละจังหวัดแบ่งพื้นที่เป็นเอ บี และซี ตามสภาพการตลาด และภูมิศาสตร์

พื้นที่เอ เป็นบริเวณที่มีผู้ประกอบการมาก ปริมาณความต้องการสูง หาลูกค้าได้ง่าย สร้างรายได้และกำไรได้ พื้นที่บี เป็นบริเวณที่มีศักยภาพเข้าไปทำตลาด มีปริมาณความต้องการของประชาชน แต่ยังไม่มีบริการเข้าไป และพื้นที่ซี คือ พื้นที่ที่ขาดแคลนด้านบริการโทรคมนาคมทุกประเภท แม้ความต้องการของประชาชนในพื้นที่จะมี แต่ไม่มีผู้ประกอบการเข้าไปทำตลาด เพราะจะประสบปัญหาขาดทุน

“เราต้องการราคากลางในการทำยูเอสโอของแต่ละจังหวัด เลยจัดให้มีโมเดลต้นแบบ แต่ละจังหวัดต้องมีบริการใดบ้าง เช่น ต้องมีโทรศัพท์สาธารณะ โทรศัพท์ประจำที่ อินเทอร์เน็ตเท่าใด ซึ่งตัวเลข 250 ล้านบาทนี้ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) เป็นผู้เสนอมา โดยประเมินจากศักยภาพและความขาดแคลนบริการโทรคมนาคม ดังนั้น จะเปิดให้เอกชนที่สนใจเข้ามาประมูลเพื่อทำงานตรงนี้ กำลังหารือ และร่างเงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์)”

กองทุน5ปี2.5หมื่นล้าน
ปัจจุบันเงินกองทุนยูเอาโอยกยอดมาจากปี 2554 มี 2,900 ล้านบาท นำมาทำโครงการนำร่อง 2 จังหวัด 500 ล้านบาท ดังนั้น ปีนี้ กสทช. จะเหลือเงินกองทุน 2,400 ล้านบาท

แต่คาดว่า ปี 2555 จะจัดเก็บเงินเข้ากองทุนได้อีก 5,000 ล้านบาท จากค่าธรรมเนียมนำส่งเข้ากองทุนวิจัยและพัฒนาอัตรา 3% จากผู้ได้รับใบอนุญาตทุกรายทุกประเภทใบอนุญาต ยกเว้นรายที่มีรายได้ไม่เกิน 20 ล้านบาท ไม่ต้องนำเงินส่งเพื่อส่งเสริมให้มีผู้ประกอบการขนาดเล็ก หากเป็นลักษณะนี้จะทำให้ตลอด 5 ปีตามแผนแม่บทกสทช. มีเงินเข้ากองทุนรวม 25,000 ล้านบาท

กสทช.มีเป้าหมายที่จะให้คนไทยได้ใช้บริการโทรคมนาคมอย่างทั่วถึงและครอบคลุม โดยบริการเสียงครอบคลุม 99% บริการอินเทอร์เน็ตครอบคลุม 80% ของจำนวนประชากรทั้งหมดภายใน 5 ปี จากปัจจุบันอัตราการ เข้าถึงอินเทอร์เน็ต 35%

ตั้งยูเอสโอเน็ต
พร้อมกันนี้ กสทช.ยังจัดตั้งศูนย์อินเทอร์เน็ตชุมชุน (ยูเอสโอ เน็ต) ตอบสนองความต้องการใช้งานตามความนิยมของประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย โดยกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการพิจารณาคัดเลือกพื้นที่จัดตั้งศูนย์ต้องเป็นหน่วยงานของรัฐ หรือนิติบุคคล เช่น สถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนต่างๆ

พื้นที่ดังกล่าวต้องเหมาะสมตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่ กสทช. กำหนดไว้ ได้แก่ หลักเกณฑ์การคัดเลือกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคม เช่น โรงเรียน สถานสงเคราะห์คนพิการ คนชรา เป็นต้น รวมถึงต้องมีแผนรองรับการดำเนินการภายหลังได้รับการจัดการศูนย์ อีกทั้งต้องไม่ช้ำช้อนกับพื้นที่การดำเนินงานของกระทรวงไอซีที เป็นต้น

[ที่มา www.bangkokbiznews.com]

ไมโครซอฟท์ลดคนปรับตัวธุรกิจเปลี่ยน


ยักษ์ซอฟต์แวร์ ปลดทีมการตลาด 200 คน กระชับโครงสร้างใหม่-ลดงานซับซ้อน รับแนวโน้ม “ลูกค้าทั่วไป” มีอิทธิพลกับตลาดมากกว่าองค์กร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ยักษ์ ซอฟต์แวร์ เตรียมปลดพนักงานราว 200 คน จากทั้งหมดในทีมการตลาดทั่วโลก 6,000 คน หวังปรับโครงสร้างแผนกการตลาดให้กระชับ และขจัดตำแหน่งงานซ้ำซ้อน

โฆษก ไมโครซอฟท์ เผยว่า แผนปลดคนดังกล่าวจะมีผลกับตำแหน่งงานที่ซ้ำซ้อนกันในทีมการตลาดที่ส่วนกลาง และตามแผนกธุรกิจต่างๆ รวมถึงฝ่ายกิจกรรมการตลาด

การปรับโครงสร้างครั้งนี้จะส่งผลให้กลุ่มการตลาดในส่วนกลางของไมโครซอฟท์บริหารจัดการแบรนด์ย่อยที่มีอยู่เกือบ 24 แบรนด์ตั้งแต่แบรนด์หลักไมโครซอฟท์ไปจนถึง “บิง” และ “เอ็กซ์บ็อกซ์”

“บริษัทกำลังปรับปรุงการทำงาน และประสิทธิภาพทีมการตลาด ตลอดจนสร้างความแข็งแกร่งของสายการทำงานให้แก่นักการตลาด โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะจัดระเบียบทรัพยากรภายในของบริษัทให้ดีขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของธุรกิจ และทำให้บทบาทหน้าที่ในกลุ่มการตลาดชัดเจน”

อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่ถึง 1 ปี หลังจากนายคริส คาโพสเซล่า ขยับมารับหน้าที่เป็นซีเอ็มโอ (หัวหน้าคณะผู้บริหารฝ่ายการตลาด) เมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา จากเดิมเป็นรองประธานอาวุโสในกลุ่มธุรกิจโปรแกรมออฟฟิศ และดูแลการตลาดสำหรับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ต่างๆ

นอกจากนี้ยังเป็นความเคลื่อนไหวท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงวิธีการซื้อเทคโนโลยี จากที่ผ่านมาลูกค้าองค์กรจะเป็นกลุ่มที่สร้างรายได้ให้อุตสาหกรรมมากที่สุด แต่ปัจจุบันลูกค้าทั่วไปกลับเป็นผู้ที่มีอำนาจในตลาดสูงกว่า โดยจะเป็นกลุ่มที่ตัดสินใจซื้อสินค้าก่อนแล้วจึงส่งผลต่อการจัดซื้อเทคโนโลยีขององค์กร

[ที่มา www.bangkokbiznews.com]

ไอซีทีเร่งทำแผนแม่บทสกัดภัยไซเบอร์


ไอซีทีตอบรับกระแสเทคโนโลยีโลกถึงจุดเปลี่ยน-อาชญากรเปลี่ยนพื้นที่รบสู่สมรภูมิไซเบอร์ ผนึกหน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ระดมสมองทำแผนป้องภัยคุกคาม

ไอซีที ตอบรับกระแสเทคโนโลยีโลกถึงจุดเปลี่ยน-อาชญากรเปลี่ยนพื้นที่รบสู่สมรภูมิไซเบอร์ ผนึกหน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ประเดิมระดมสมองจัดทำร่างกรอบนโยบายป้องกันภัยคุกคามฯ ประเมินไทยต้องใช้เวลาเตรียมพร้อมแต่ยังไม่สาย คาดกระบวนการแรกจะแล้วเสร็จใน 3 เดือน ไม่เกินสิ้นปีชงเข้าครม.ได้

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) กล่าวว่า กระทรวง ไอซีที มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์(สพธอ.) จัดทำร่างกรอบนโยบายเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สานแผนผลักดันการจัดทำแผนแม่บทการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ พร้อมอุดช่องโหว่ภัยคุกคามที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน สิทธิส่วนบุคคล รวมทั้งกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

ทั้งนี้เนื่องมาจากปัจจุบันอาชญากรได้เปลี่ยนพื้นที่การรบบนถนนไปสู่โลกไซเบอร์มากขึ้น โดยข้อมูลระบุว่าประเทศไทยภัยคุกคามที่พบมากที่สุดคือการละเมิดข้อมูลซึ่งครอบคลุมไปทั้งส่วนของการท่องเที่ยวและโรงแรม กลุ่มค้าปลีก การเงิน และหน่วยงานภาครัฐ

ล่าสุดเปิดเวทีระดมสมองให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน กลาโหม หน่วยงานด้านความมั่นคง และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มีโอกาสเข้ามาร่วมแสดงความเห็นและแบ่งหน้าที่กันชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรก เชื่อว่าถ้าไม่มีก้าวแรกคงไม่มีก้าวต่อไป ทุกอย่างยังไม่สายเกินไป

เขาระบุด้วยว่าเมื่อร่างกรอบนโยบายฯ ดังกล่าวแล้วเสร็จภายใน 3 เดือนตามเป้าและมีการนำเสนอต่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องแล้ว สพธอ.จะเป็นแม่งานทำหน้าที่นำร่างกรอบที่ผ่านการพิจารณามาพัฒนาให้เป็นแผนแม่บทความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เพื่อนำไปสู่การประชาพิจารณ์ และนำความเห็นมาแก้ไขเป็นแผนแม่บทฉบับสมบูรณ์เพื่อนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติภายในสิ้นปี 2555

อย่างไรก็ดีเร็วๆ นี้จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำร่างและแผนแม่บทดังกล่าวโดยกำลังพิจารณารูปแบบที่เหมาะสมภายใต้ตัวเลือกระหว่างแต่งตั้งใหม่ทั้งหมด หรือโยกย้ายบุคคลากรที่มีอยู่เข้ามาช่วยงาน

ด้านนายปริญญา หอมอเนก ประธานและผู้ก่อตั้งศูนย์ฝึกอบรมระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และความปลอดภัยข้อมูล กล่าวว่า การเริ่มต้นครั้งนี้ถือว่าเป็นเวลาที่ดีและถูกต้อง แต่ทั้งนี้ควรมีผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศเข้ามาร่วมเป็นมดงานด้วย โดยภาครัฐควรเร่งดำเนินการและต้องทำให้ดีเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

น.อ.อนุดิษฐ์ ชี้แจงกรณีนางสาวมัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แจ้งดีเอสไอดำเนินคดีฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ดำเนินคดีต่อเว็บไซต์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ว่า เป็นเรื่องเท็จและมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถตรวจสอบได้ ขั้นตอนขณะนี้ได้พิจารณา และส่งเรื่องให้ฝ่ายกฎหมายไปแล้ว คาดว่าอีก 2 วัน ทุกอย่างจะแล้วเสร็จ ขอยืนยันว่าจะฟ้องกลับแน่นอน

“การตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเป็นเรื่องดี แต่ต้องทำอย่างถูกต้อง มิเช่นนั้นจะส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิด และกระทบต่อการทำงานของข้าราชการประจำ คุณมัลลิกาต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง”

พร้อมระบุว่า ทางเทคนิคทั้งกองทัพและทุกๆ ฝ่ายต่างทำงานตามหน้าที่ของตนเอง การออกมาพูดลักษณะนี้จึงเหมือนการดูถูก ให้ร้าย และสร้างความเข้าใจผิด อย่างที่บอกเสมอว่าทำเพื่ออะไร เพื่อจุดประเด็นทางทางการเมืองใช่หรือไม่ เรื่องนี้ขอให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ตรวจสอบ

ส่วนความคืบหน้าการพิจารณาการดำเนินงานของคณะกรรมการ(บอร์ด) ซิป้า น.อ.อนุดิษฐ์ เผยว่า ภายในสัปดาห์นี้จะต้องมีความชัดเจนออกมาให้เห็น หากตรวจสอบพบว่าบอร์ดทำงานหย่อนประสิทธิภาพจริง วันอังคารหน้าที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรีจะขอมติถอดถอนออก

ขณะเดียวกันเรื่องการแต่งตั้งผู้อำนวยการที่ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญที่สุดขององค์กรซึ่งล่าช้าไปมากจะต้องถูกนำมาพิจารณาร่วมกันด้วย เพื่อดูว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

“หน่วยงานในสังกัดต้องทำงานตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ที่ผ่านมาผลงานของซิป้ายังไม่น่าพอใจนัก แต่เราต้องทำอย่างรอบคอบและระมัดระวังมากที่สุด” รมว.ไอซีทีกล่าว

[ที่มา www.bangkokbiznews.com]

4G มาแล้ว 3G ใหม่ยังไม่มี ปมสัมปทานระเบิดเวลา กสทช.


ดูดีไม่ใช่เล่นกับการเปิดทดสอบบริการ 4G ในเมืองไทย ที่ตั้งใจให้สปีดเร็วจี๊ดถึง 100 Mbps นำร่องโดย “ดีพีซี-เอไอเอส” โดยการสนับสนุนของ “กสทช., กระทรวงไอซีที” และคู่สัมปทานทั้ง “กสท โทรคมนาคม และทีโอที”

แม้ 2G คุณภาพจะตกต่ำอย่างน่าห่วง ขณะที่ 3G ก็เพิ่งเริ่มตั้งไข่บนคลื่นเดิมอีกต่างหาก

จะตั้งใจจริงหรือแค่ดึงมาโยงกันก็แล้วแต่ อีกคำอธิบายที่มาที่ไปโปรเจ็กต์นี้บอกว่า เพื่อตอบรับนโยบาย “Smart Thailand” ของภาครัฐ

“วิเชียร เมฆตระการ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) บอกว่า 4G เป็นทางเลือกที่ดี แต่ไม่ใช่มาแทน 3G

“การประมูลคลื่น 3 จี ความถี่ 2.1 MHz ยังสำคัญที่สุด หากการประมูลเสร็จสิ้น ผู้ให้บริการ และผู้บริโภคสามารถใช้ 3 จีได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น”

ความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้เกิดบรอดแบนด์ความเร็วสูงมาตรฐาน 4G หรือ Long Term Evolution-LTE โดย “เอไอเอส” ร่วมกับทีโอที ทดสอบระบบในกรุงเทพฯ (บริเวณถนนพระรามที่ 1) ตั้งแต่หน้ามาบุญครองถึงเซ็นทรัลเวิลด์ รวมถึงบริเวณแจ้งวัฒนะในพื้นที่กระทรวงไอซีที ศูนย์ราชการ และสำนักงานทีโอที

ใช้ย่านความถี่ 2300 MHz แบบ Time Division Duplex (TDD) ที่แบนด์วิดท์ 20 MHz จะทดสอบการให้บริการบรอดแบนด์ไร้สายความเร็วสูง (BWA) มีสถานีฐานทั้งหมด 20 แห่ง

ฟากบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด หรือดีพีซี ร่วมมือกับ บมจ.กสท โทรคมนาคม ทดสอบระบบ 4G ในจังหวัดมหาสารคาม บริเวณมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ใช้ความถี่ 1800 MHz แบบ Frequency Division Duplex (FDD) ที่แบนด์วิดท์ 10 MHz มีสถานีฐานทั้งหมด 8 แห่ง

ทั้ง 2 พื้นที่ใช้แอร์การ์ด 4 จี ในการรับส่งสัญญาณ เพื่อใช้ทดสอบความเร็วการใช้ดาต้าและอินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วสูงถึง 100 Mbps

ความเร็วมากกว่า 3 จีถึง 7 เท่า

“เทคโนโลยี TDD และ FDD มีข้อแตกต่างกันคือ TDD จะใช้ความถี่เดียวกันในการอัพลิงก์และดาวน์ลิงก์ ซึ่งจะมีความยืดหยุ่นในการจัดการความถี่มากกว่า ส่วน FDD ใช้สองความถี่แยกกันในการอัพลิงก์และดาวน์ลิงก์ เหตุผลที่ต้องทดสอบทั้งสองเทคโนโลยีเพื่อเลือกว่าเทคโนโลยีใดคุ้มค่าต่อการลงทุน รวมถึงเรื่องประสิทธิภาพด้วย”

การทดสอบครั้งนี้ใช้เงินลงทุนประมาณ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ

บิ๊ก “เอไอเอส” กล่าวเพิ่มเติมว่า อุปกรณ์ในการรับส่งสัญญาณได้รับการสนับสนุนจากพาร์ตเนอร์คือ Cisco, Huawei และ Nokia-Siemens Network โดยมีระยะเวลาทดสอบ 3 เดือน แต่ได้ทำเรื่องขอ กสทช.ขอต่อเวลาไปเป็น 6 เดือน

ระบบใหม่ก็ทดสอบไป แต่ระบบเก่าทำไปมีปัญหาเรื่องคุณภาพบริการหนักหนาขึ้น ผู้บริหารเอไอเอสบอกว่า การขยายระบบให้ดีขึ้นย่อมส่งผลให้เกิดปัญหาในบางเรื่องได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละองค์กรว่าจะแก้ไขอย่างไร

ถึงจะได้สิทธิ์ทดสอบบริการ 4G (ย้ำว่า ทดสอบ) แล้วยังต้องการให้มีการประมูลใบอนุญาต 3G คลื่นใหม่ 2.1 GHz โดยเร็ว เพราะไหนคลื่นที่มีจะเหลือจำกัดจำเขี่ย ไหนสัมปทานในมือยังจ่อคิวรอหมดอายุในอีกไม่กี่อึดใจ

“ทิศทางของเอไอเอสชัดเจนว่ามุ่งเข้าประมูลใบอนุญาต 3G จาก กสทช.แน่นอน ณ เวลานี้ยังเชื่อมั่นว่าการประมูล 3G จะเกิดขึ้นได้ตามที่ กสทช.ตั้งเป้าไว้ เพราะ กสทช.พยายามปิดช่องโหว่ที่จะมาจากทาง กสทช.ได้แล้ว เหลือแต่ทางผู้ประกอบการที่จะหาเรื่องมาฟ้องกัน เช่น เรื่องผู้ถือหุ้น

ต่างชาติ ซึ่งเอไอเอสได้แจ้งผู้ถือหุ้นและบริษัทแม่ให้ทราบแล้ว เป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องไปจัดการปิดช่องโหว่ ตอนนี้เงินลงทุนพร้อมแล้ว ขอแค่รู้ว่าจะประมูลเมื่อไร หวังว่าจะไม่ช้าไปกว่าปีนี้ เพราะคงรับไม่ได้ถ้าเลื่อนอีกไม่มีเหตุผล” บิ๊กเอไอเอสย้ำอีกครั้ง

นอกจากการเร่งเปิดประมูลใบอนุญาต 3G แล้ว “กสทช.” ยังต้องตัดสินใจด้วยว่า จะทำอย่างไรกับคลื่นเดิมที่กำลังจะหมดอายุในปีหน้า (2556) ของทั้งดีพีซีและทรูมูฟ

“พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ” ประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) กล่าวว่า ความถี่ที่เหมาะสมกับเทคโนโลยี 4G คือ 1800 MHz, 2300 MHz และ 2500-2600 MHz ซึ่งหน่วยงานรัฐถือสิทธิ์ใช้งานเกือบทั้งหมด ขณะที่ความถี่ 1800 MHz ที่ดีพีซีและทรูมูฟใช้อยู่และกำลังจะหมดสัมปทานมีความถี่กว้างเพียง 12.5 Mb และไม่ได้อยู่ติดกัน มีย่านที่ดีแทคใช้งานคั่นกลาง

การนำคลื่นที่กำลังจะหมดสัมปทานมาใช้กับ 4G จึงทำได้ยาก เพราะแถบความถี่แคบเกินไป “กสทช.” ต้องหาทางออกโดยการเจรจากับ “ดีแทค” เพื่อขอแบ่งหรือย้ายแถบคลื่น หากไม่สำเร็จ คลื่นที่ “ดีพีซี-ทรูมูฟ” ใช้อยู่คงต้องนำมาใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะไปก่อน จนกว่า “ดีแทค” จะหมดสัมปทานในปี 2562 จึงจัดระเบียบคลื่นใหม่ โดยอาจนำไปใช้บริการโมบายบรอดแบนด์เพื่อสถานศึกษา หรืองานป้องกันสาธารณภัย

“โดยส่วนตัวมีนโยบายอยากให้บริการ 4G บนคลื่น 1800 MHz และ 2300 MHz ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐ เพราะคลื่น 2300 MHz ทีโอทีถือครองสิทธิ์ใช้เกือบทั้งหมด แต่มีการใช้จริงน้อยมาก กสทช.จึงต้องหาทางนำคลื่นนี้กลับคืนมาจัดระเบียบใหม่ให้ได้”

ขณะที่แผนการจัดการคลื่น 1800 MHz หลังหมดสัมปทาน อาทิ การกำหนดกระบวนการโอนย้ายลูกค้า การออกใบอนุญาตชั่วคราวให้ผู้ให้บริการหลังหมดสัมปทานเพื่อไม่ให้ลูกค้าได้รับผลกระทบระหว่างโอนลูกค้า “เศรษฐพงค์” ย้ำว่าจะเร่งดำเนินการให้เสร็จภายใน เม.ย.นี้ โดยตั้งเป้าจะนำคลื่น 1800 MHz และ 2300 MHz เปิดประมูลเพื่อให้บริการ 4G ภายในปี 2557 หลังการประมูลใบอนุญาต 2100 MHz เพื่อนำไปบริการ 3G

ฟากบิ๊ก “เอไอเอส” กล่าวว่า มีแผนรับมือหลังดีพีซีหมดสัมปทานแล้ว แต่ต้องรอความชัดเจนเรื่องการใช้คลื่นจาก กสทช.ก่อน

“ดีแทคสมัยคุณทอเร่เป็นซีอีโอ เขายินดีแชร์คลื่นเพื่อให้แถบความถี่ 1800 MHz พอให้บริการด้วยเทคโนโลยีอื่นได้ แต่ กสทช.ต้องมีเงื่อนไขตกลงกับเขาให้ชัดเจนว่า จะให้เขาจบสัมปทานก่อนหมดเวลาได้แค่ไหน ซึ่งผมไม่ทราบว่าซีอีโอใหม่จะยังเห็นด้วยกับไอเดียนี้หรือไม่ ถ้าคลื่นมีมากพอนำไปจัดสรรใช้เทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่งได้ก็ยินดีเข้าประมูลใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่นั้น จะในนาม

ดีพีซี เอไอเอส หรือบริษัทอื่น ๆ ต้องรอความชัดเจนว่า กสทช.จะเอาอย่างไร”

ถ้าไม่สามารถเพิ่มแถบความถี่ให้กว้างกว่านี้ได้ กสทช.จะนำไปใช้เพื่อกิจการสาธารณะ “เอไอเอส” ก็ยินดีเข้าไปมีส่วนร่วมในทุกรูปแบบ กรณีการทดสอบบริการ 4G ก็ไม่ได้หวังอะไรมาก แค่ได้มีส่วนในเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ได้ทำก่อนก็ได้เรียนรู้ก่อน

“ถ้าไม่มีคลื่นมาให้ดีพีซีทำธุรกิจก็เลิกบริษัทไป หรือจะไปรับจ้างติดตั้งอุปกรณ์ สร้างโครงข่าย ตอนนี้งานของดีพีซีส่วนใหญ่ก็รับจ้างจากเอไอเอสอยู่แล้ว ส่วนจะทำอย่างไรกับโครงข่ายเดิมต้องดูความชัดเจนเกี่ยวกับการใช้คลื่นเดิมเช่นกัน เพราะอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่โอนไปต้องใช้คลื่นความถี่ จึงยังไม่ได้ยื่นข้อเสนอขอซื้อโครงข่ายคืนจาก กสทฯ ส่วนลูกค้าก็มีอยู่หลักหมื่นราย หากต้องย้ายก็ทำได้ไม่ยาก” บิ๊กเอไอเอสอธิบาย

[ที่มา www.prachachat.net]

“กสทช.”ตั้งเกณฑ์มาตรฐานคุมสปีดขั้นต่ำบริการ”ดาต้า”บนมือถือ2G-3G


“กสทช.” ตั้งเกณฑ์มาตรฐานคุมบริการค่ายมือถือ ตีกรอบความเร็วดาวน์โหลด “ข้อมูล” บน “2G” 54 kbps บน “3G” ที่ 384 kpbs ส่ง SMS ไม่เกิน 90 วินาที เล็งปรับปรุงตัวชี้วัดใหม่เทียบชั้นอินเตอร์ที่ยึดเกณฑ์บริการตามโฆษณา

นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค (กสทช.) เปิดเผยว่า หลังสำนักงาน กทช. ออกประกาศเรื่องมาตรฐานและคุณภาพการให้บริการโทรคมนาคมประเภทเสียงเมื่อปี 2551 และกสทช.ยกร่างประกาศเรื่องมาตรฐานและคุณภาพการให้บริการโทรคมนาคมประเภทข้อมูลสำหรับเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับ 3G ครอบคลุมบริการด้านข้อมูลบน 2G และ 3G การส่ง SMS และ MMS รวมถึงบริการสตรีมมิ่ง

และได้ดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องและให้ส่งรายงานเสนอความคิดเห็นต่อสำนักงาน กสทช. คาดว่าจะใช้เวลาพิจารณา 1 เดือน ก่อนให้ กทค.มีมติรับรอง และนำไปประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

สำหรับสาระสำคัญกำหนดมาตรฐานการให้บริการข้อมูล ได้แก่ ความเร็วเฉลี่ยในการรับส่งข้อมูล FTP ระหว่างอินเทอร์เน็ตกับมือถือ 2G ต้องมีความเร็วดาวน์โหลดไม่ต่ำกว่า 54 kbps อัพโหลดไม่ต่ำกว่า 20 kbps ถ้า 3G ดาวน์โหลดได้ไม่ต่ำกว่า 384 kbps อัพโหลด 192 kbps ดาวน์โหลดสำเร็จไม่ต่ำกว่า 80% ส่วนอัพโหลดต้องสำเร็จไม่น้อยกว่า 70%

ส่วนการดาวน์โหลดเว็บไซต์ผ่าน HTTP ต้องมีอัตราการดาวน์โหลดสำเร็จไม่น้อยกว่า 90% สำหรับ 3G และไม่น้อยกว่า 80% สำหรับ 2G

ขณะที่ระยะเวลาในการส่ง SMS ต้องถึงมือผู้รับใน 90 วินาที การส่งสำเร็จไม่น้อยกว่า 90% ส่วน MMS ต้องถึงผู้รับภายใน 5 นาที ส่งสำเร็จไม่น้อยกว่า 80% สำหรับบริการสตรีมมิ่งยังไม่กำหนด

และกำหนดให้ผู้ให้บริการที่มีโครงข่ายเป็นของตนเองต้องตรวจวัดและเปิดเผยข้อมูลให้ผู้บริโภคทุก 3 เดือน รวมถึงรายงานข้อมูลให้ กสทช.ด้วย

“ในอนาคตอาจปรับปรุงตัวชี้วัดให้เป็นแบบต่างประเทศ คือไม่กำหนดขั้นต่ำ 3G ที่ 384 kbps แต่กำหนดตามที่โฆษณา ต้องไม่น้อยกว่า 80-90% ”

ขณะที่ตัวแทนผู้ให้บริการแสดงความเห็นว่า ควรมีการลงพื้นที่สำรวจจริง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นฐานกำหนดตัวชี้วัด และควรกำหนดพื้นที่ที่จะตรวจสอบและเปิดเผยเหตุผลในการเลือกพื้นที่เพราะคุณภาพบริการแต่ละพื้นที่แม้โซนเดียวกันก็ต่างกันได้ และควรแจ้งให้

โอเปอเรเตอร์ทราบก่อนประกาศเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ควรระบุแค่ “ผ่าน” หรือ “ไม่ผ่าน” เกณฑ์ หากละเอียดอาจมีการนำไปเป็นเครื่องมือทางการตลาดได้

[ที่มา www.prachachat.net]

สื่อสารไทยโตแต่ไม่หวือหวา รอ”3G”คลื่นใหม่จุดพลุแข่งดุ


บริษัทวิจัยชื่อดัง “ฟรอสต์แอนด์ ซัลลิแวน” เผยตลาดโทรคมนาคมไทยในปีนี้ยังเติบโตแต่ภาพรวมไม่ หวือหวา ไม่มีสีสัน เหตุ 3G คลื่นใหม่ 2.1 GHz ยังไม่เกิดเต็มตัว ค่ายมือถือใช้แผนสำรองอัพเกรดคลื่นเดิมแค่ทำไปขายไป แนะโอเปอเรเตอร์ปรับตัวหาพาร์ตเนอร์ร่วมสร้างการเติบโต-รุกไมโครเซ็กเมนเตชั่น ขณะที่คาดการลงทุนไอทีจะเติบโต 10%

ดร.มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน กล่าวถึงภาพรวมตลาดโทรคมนาคมในไทยปี 2555 ว่า การให้บริการโครงข่าย 3G เชิงพาณิชย์แบบสมบูรณ์ (ความถี่ 2.1 จิกะเฮิรตซ์) คงไม่เกิดขึ้นในปีนี้ เพราะ กสทช.เพิ่งมีไม่นาน ขณะที่ฝั่งโอเปอเรเตอร์ก็หันไปใช้แผนสำรองด้วยการให้บริการบนคลื่น อื่น ดังนั้นภาพรวมการลงทุนและขยายเครือข่ายจึงใช้วิธีทำไปขายไป คาดว่า การเปลี่ยนแปลงและสิ่งใหม่ ๆ ในตลาด รวมถึงแคมเปญการแข่งขันอย่างเข้มข้นของโอเปอเรเตอร์แต่ละรายจะได้เห็นในปี 2556

ตนมองว่า โอเปอเรเตอร์ต้องปรับตัวด้วยการทำธุรกิจแบบจับมือกับพาร์ตเนอร์, อัพเกรดเทคโนโลยีเพื่อช่วยลดต้นทุนหันมาทำการตลาดแบบไมโครเซ็กเมนเตชั่น ให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลางและหาทางเข้าถึงลูกค้าเป็นรายคน ซึ่งเท่าที่เห็นมีเอไอเอสรายเดียวที่ทำ

ด้านนายนิธิน บัท หุ้นส่วนและคณะที่ปรึกษา บริษัท ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน กล่าวว่า ภาพรวมตลาดยังค่อนข้างดีมีความต้องการ โดยเฉพาะบริการโมบายล์ดาต้า เรียกว่าฝั่งองค์กรและโอเปอเรเตอร์พร้อมขยายบริการ ขณะที่ลูกค้าก็พร้อมซื้อ เหลือแต่ผู้กำกับดูแลว่าจะเดินไปทางไหน โดยเรื่องสัมปทานคงเป็นประเด็นหลัก โดยส่วนตัวคิดว่า ถ้าเป็นไปได้อยากให้ภาครัฐอาจเป็นกระทรวงไอซีทีเข้ามาจัดการ ว่าทีโอทีและ กสทฯจะอยู่ต่ออย่างไร ควรมีโรดแมป และไม่ลงทุนซ้ำซ้อนกัน ควรวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนนำมาเชื่อมโยงกันเป็นรูปแบบบริการที่ทำร่วมกันได้ เพื่อให้แข่งขันในตลาดได้

สำหรับภาพรวมตลาดโทรคมนาคม ปี 2554 โอเปอเรเตอร์หลายรายเริ่มหาพาร์ตเนอร์ในการทำธุรกิจ เช่น ทรูมูฟจับมือกับ กสท โทรคมนาคม ขยายบริการ 3G หรือทรูมูฟขอเป็นผู้ให้บริการ 3G ในลักษณะ MVNO กับทีโอที ส่วนเอไอเอสมีความร่วมมือให้บริการไว-ไฟกับ 3BB เป็นต้น มีดีแทครายเดียวที่ไม่กระตือรือร้นหาพาร์ตเนอร์ธุรกิจ

ส่วนการแข่งขันในปีที่ผ่านมา ดร.มนธ์สินีกล่าวว่า เอไอเอสมีผลประกอบการโดดเด่นสุด สังเกตจากการปันผลกำไร, การเติบโตของธุรกิจช่วงน้ำท่วมครั้งใหญ่ และการคงสัดส่วนตลาดของตนเองให้ทิ้งห่างจากคู่แข่ง ซึ่งน่าจะมาจากการที่คู่แข่ง เช่น ทรูมูฟ และดีแทคต้องพบกับการเปลี่ยนแปลง ค่าสัมปทานทำให้ต้นทุนทั้งคู่สูงขึ้น

ดร.มนธ์สินียังเสริมว่า ปัจจุบันจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือในไทยมี 70 ล้านคน มีผู้ใช้โมบายล์ อินเทอร์เน็ต 1.2-1.4 ล้านคน ใช้อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ 45 ล้านคน คาดว่าในอนาคตการใช้โมบายล์อินเทอร์เน็ตจะเป็นช่องทางหลักในไทย ขณะที่ฟิกซ์บรอดแบนด์ตามบ้านเป็นตัวเสริม

หากภายในปี 2558 ภาครัฐทำให้คนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ได้ 80% ของประชากรทั้งประเทศ จะมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ 64% และมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านฟิกซ์ บรอดแบนด์ 16%

ด้านภาพรวมตลาดไอซีทีปี 2555 นายนิธินกล่าวว่า การลงทุนด้านไอที น่าจะโต 10-11% เนื่องจากองค์กรต่าง ๆ ต้องอัพเกรดโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที และมีแนวโน้มที่น่าสนใจ 10 เรื่อง ได้แก่ โมบายล์แพลตฟอร์มจะเริ่มแพร่หลายมากขึ้น โดยยอดส่งมอบสมาร์ทโฟนและแท็บเลตในไทยจะแซงยอดส่งมอบคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปและโน้ตบุ๊กในปลายปีนี้ถึงต้นปี 2556 ถือเป็นความท้ายทายของโอเปอเรเตอร์เรื่องความต้องการใช้ดาต้าที่เพิ่มขึ้นมหาศาล

เรื่องที่ 2 คอมพิวติ้ง, โมบายล์ และอินเทอร์เน็ตจะผสมผสานกันในระบบนิเวศ สร้างโอกาสใหม่ในตลาดให้ทุกองค์กรที่เกี่ยวข้อง 3. เครือข่ายฟิกซ์ บรอดแบนด์และ 3G มีความเร็วสูงขึ้น โดยจะเติบโตอย่างเห็นได้ชัดใน 3 ปีต่อจากนี้ 4.อุปกรณ์ชนิดต่าง ๆ ที่เชื่อม อินเทอร์เน็ตได้จะมีมากขึ้นและเชื่อมต่อกันเอง สร้างโอกาสใหม่และโมเดล ธุรกิจใหม่ ๆ

5.ข้อมูลต่างๆ จะมีเยอะมากขึ้นทำให้องค์กรต้องการโซลูชั่นด้านการวิเคราะห์ข้อมูลสูงขึ้น 6.คลาวด์ คอมพิวติ้งจะกลายเป็นกระแสหลักมากกว่าเดิม โดยตลาดในประเทศไทยจะเติบโต 50% เรื่องที่ 7 ธุรกิจโทรคมนาคมจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบมากขึ้น เนื่องจากโอเปอเรเตอร์ต้องพบกับความกดดันจากการหารายได้เพิ่มขึ้นจึงจำเป็นต้องหารูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ ช่วยสร้างการเติบโต

เรื่องที่ 8 การสื่อสารในองค์กร รูปแบบต่าง ๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นการสื่อสารในลักษณะพร้อมกันหลายคนมากขึ้น และเริ่มเข้าสู่รูปแบบคลาวด์คอมพิวติ้ง 9.องค์กรต่าง ๆ ต้องการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กสำหรับในองค์กรสูงขึ้น และสุดท้าย องค์กรในอุตสาหกรรมไอซีที ทั้งโอเปอเรเตอร์, เอสไอ หรือซอฟต์แวร์เวนเดอร์จะเริ่มมองหาวิธีให้บริการในภาคอุตสาหกรรมอื่นเพื่อทำให้รายได้บริษัทเติบโต

[ที่มา www.prachachat.net]