Advertisment

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้หญิง-สุขภาพ-โรคภัย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้หญิง-สุขภาพ-โรคภัย แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ปัญหาผิวหนังจากความเครียด


ความเครียด นอกจากจะบั่นทอนความสุขแล้ว ยังกระทบต่อสุขภาพ ไม่เว้นแม้แต่ผิวหนังที่เสื่อมโทรมได้เพราะความเครียดสำหรับปัญหาผิวหนังที่จะปรากฏเพื่อบอกให้รู้ว่า ความเครียดกำลังทำร้ายผิวนั่นมีหลายลักษณะ ส่วนใหญ่มักทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนแห่งความเครียด เรียกว่า คอร์ติซอล ส่งผลให้ต่อมไขมันทำงานหนักขึ้น จนทำให้ผิวมีสภาพมันเยิ้ม และเกิดสิว

แถมยังทำให้ภูมิต้านทานร่างกายต่ำ เพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อที่ผิวหนังได้ง่าย ๆ หากเป็นแผลแล้วจะหายช้า ซ้ำยังกระตุ้นให้โรคเริมกำเริบ บ้างก็เกิดงูสวัด ร้ายกว่านั้น คือ ทำให้เกิดโรคเซ็บเดิม ที่มีอาการผื่นแดงบริเวณแนวไรผม หน้าผาก คิ้ว และแก้ม

ที่เลี่ยงไม่ได้ คือ ความเครียดส่งผลยังกล้ามเนื้อบนใบหน้าให้เกิดอาหารเกร็งตัว สร้างริ้วรอยเหี่ยวย่น แลดูแก่ก่อนวัย

เมื่อรู้แล้วว่า ความเครียดก่อให้เกิดผลเสียกับผิวหนังมากมายเพียงนี้ ลองลดความเครียด ด้วยการทำจิตใจให้เบิกบาน ออกกำลังกายให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข หรือเอนโดรฟิน ที่ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ชะลอความเสื่อมโทรม
ที่มา www.lifestyle.th.msn.com

เลือกสบู่ขัดถูตามต้องการ


สบู่ที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาด มีหลายระดับราคา แต่ถ้าเลือกไม่ถูกชนิด การทำความสะอาดผิวหนังอาจไม่มีประสิทธิภาพ เปลืองสตางค์ เปลืองสบู่ เสียของเปล่าเมื่อเป็นเช่นนั้น เดลินิวส์ออนไลน์ นำข้อควรรู้สำหรับการเลือกใช้สบู่ให้เหมาะกับสภาพผิวและความต้องการ

โดยสบู่ทั่วไป ทำจากเกลือของไขมันสัตว์หรือพืช ผสมน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันปาล์ม ทำให้สบู่มีฟองมาก ราคาย่อมเยาว์ เหมาะกับการขจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว และสิ่งสกปรกที่อยู่บนผิวหนัง เช่น ฝุ่นละออง คราบไคล เครื่องสำอาง แต่อาจไม่เหมาะกับผิวบอบบางแพ้ง่าย เนื่องจากจะยิ่งทำให้ผิวแห้ง กระตุ้นการระคายเคืองมากขึ้น

ส่วน สบู่ใส มักทำจากไขมันและน้ำมันระหุง เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่ายและผิวแห้ง แต่สบู่ชนิดนี้มักไม่ค่อยมีฟอง ที่เป็นก้อนจะละลายเร็ว ดังนั้น หลังฟอกสบู่แล้วควรวางในที่แห้ง

ต่อมา สบู่ไร้ฟอง มีส่วนประกอบของสารสังเคราะห์ดีเทอร์เจน มีความเป็นด่างน้อย จึงเหมาะกับผู้ที่มีสภาพผิวแพ้ง่าย แต่ถ้าผู้ใช้มีสภาพผิวแห้งร่วมด้วย แนะนำให้ทาครีมอ่อน ๆ หลังอาบน้ำ เพื่อเติมความชุ่มชื่นให้ผิวหนัง

สำหรับ สบู่ไขมันสูง มีส่วนผสมของไขมันและน้ำมันมากกว่าสบู่ชนิดอื่น สามารถขจัดสิ่งสกปรกบนผิวหนังได้อย่างหมดจด แต่ก็เติมความชุ่มชื่นให้ผิวได้ในเวลาเดียวกัน เหมาะกับเจ้าของผิวบอบบางและไวต่อการแพ้

สบู่ดับขัดถู จะมีชิ้นส่วนเล็ก ๆ รวมอยู่ในเนื้อสบู่ เพื่อช่วยขจัดคราบไคล สิ่งสกปรกให้หลุดออกจากผิวหนัง แต่ถ้าผิวหนังกำลังเกิดอาการอักเสบ มีสิว หรือแผล ไม่ควรนำสบู่ชนิดนี้ไปขัดถูบริเวณดังกล่าว

นอกจากนี้ยังมี สบู่ยา สบู่ดับกลิ่น ที่ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังก่อนนำมาใช้เพื่อความปลอดภัยของผิว

เข้าใจสรรพคุณของสบู่กันแล้ว ครั้งหน้าหวังว่า คุณผู้อ่านจะเลือกสบู่ได้อย่างถูกต้อง
ที่มา www.lifestyle.th.msn.com

อาหารที่ทำให้กลิ่นตัวเหม็นฉึ่ง!


ที่ทำให้คนใกล้ตัวต้องร้องยี้! เครืองปรุงและส่วนผสมในอาหารบางอย่างอาจทำให้คุณมีกลิ่นตัวได้มากกว่าที่คุณคิด ยกตัวอย่างเช่นอาหารอิตาเลียน ที่ดูดีมีชาติตระกูล และอาจเป็นอาหารที่หลาย ๆ คนชอบไปทาน ไม่ว่าจะเป็นพิซซ่า หรือสปาเก็ตตี้ที่คุณกินเป็นประจำ สิ่งที่คุณต้องคำนึงถึงก็คือเครื่องเทศที่มาพร้อมกับอาหาร เช่นกระเทียมกลิ่นแรงที่คุณกินเข้าไป ทำให้การอาบน้ำฟอกสบู่อาจไม่ทำให้กลิ่นของมันหายไปจากตัวคุณได้ง่าย ๆคุณคงเคยสังเกตุว่าเวลาที่กินอาหารบางอย่าง กลิ่นของมันจะติดตัวคุณไปนานหลายชั่วโมง หรืออาจเป็นวันเลยทีเดียว และอาหารบางอย่างก็สามารถทำให้คุณมีเหงื่อออกมาก ๆ ได้เช่นกันยครั้งต่อไปเวลาที่คุณไปร้านพิซซ่า ลองสั่ง hot wing มาทานดูแล้วคอยสังเกตุว่าเวลาที่กินเจ้า hot wing แสนอร่อยคุณจะมีเหงื่อออกหรือไม่ ถ้าใช่นั่นก็เป็นผลของ capsaicin ซึ่งเป็นสารประกอบหนึ่งที่อยู่ในพริกไทยที่นำมาใช้ทำไก่ hot wing ซึ่งยcapsaicin จะไปกระตุ้นต่อมรับรสที่ลิ้นของคุณ กระบวนการนี้จะไปหลอกระบบประสาทของคุณให้ คิดว่า กำลังร้อนอยู่ทำให้ร่างกายขับเหงื่อออกมา ต่อม hypothalamus ที่สมองของคุณจะสั่งการทำงานของต่อมเหงื่อให้ขับเหงื่อออกมาเนื่องจากมันถูก capsaicin หลอกเอา

นอกจากตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น อาหารที่เสริพขณะที่ยังร้อนก็ทำให้คุณมีเหงื่อออกได้ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟร้อน, ชาร้อน หรือแม้แต่ซุปร้อน ๆ ก็ทำให้เหงื่อออกเช่นกัน แม้ว่าอุณหภูมิของร่างกายคุณจะไม่ร้อน หรือพูดง่าย ๆ คืออุณหภูมิของร่างกายไม่ได้สูง แต่เมื่อทานอาหาร หรือเครื่องดื่มร้อนๆ เข้าไปก็จะทำให้มีเหงื่อออกมาได้ยอาหารที่มีสารประกอบระเหยง่าย มีฤิทธิในการกระตุ้น metabolism ของร่างกาย ทำให้ร่างกายเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ สารประกอบพวกนี้มักจะไปอยู่ในเครื่องเทศกลิ่นแรง ๆ ทั้งหลาย สารประกอบในอาหารเหล่านี้จะเข้าไปในกระแสเลือด และขับออกมาทางปัสสาวะ ลมหายใจ รวมทั้งเหงื่อด้วยเช่นกัน ทำให้ตัวคุณมีกลิ่นเหม็น ไม่พึงประสงค์ต่อคนข้าง ๆ

คำถามที่น่าสนใจคือทำไมคนบางคนกินเครื่องเทศที่มีสารประกอบระเหยง่ายเหล่านี้เข้าไปแล้วจึงไม่มีกลิ่นตัว หรือมีกลิ่นตัวน้อยกว่าคนบางคน คำตอบสำหรับคำถามนี้จะต้องไปดูองค์ประกอบต่าง ๆ ของอาหารที่คน ๆ หนึ่งกินไปทั้งหมด และอาจรวมไปถึงยีนส์ที่แตกต่างกันของแต่ละคนด้วยเช่นกัน แต่ถ้าหากคุณเป็นคนมีกลิ่นตัวง่าย คุณก็ควรจะหลีกเลี่ยงอาหารที่มีเครื่องเทศมาก ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้มีกลิ่นเหงื่อออกมา แต่อย่างว่าละครับ เรามักจะไม่รู้ตัวของเราเองว่าตัวเราเหม็นหรือไม่ ดังนั้นการสอบถามคนใกล้ตัวก็อาจเป็นทางหนึ่งที่ช่วยคุณสังเกตุกลิ่นไม่พึงประสงค์ก่อนออกจากบ้านได้

ถ้าจะถามว่าอาหารประเภทใดเลวร้ายที่สุดที่ทำให้คุณมีกลิ่นตัว กลิ่นปาก เจ้าตัวร้ายที่คนส่วนใหญ่กล่าวถึงคงไม่พ้นกระเทียม สาเหตุก็เพราะกระเทียมมีกลิ่นรุนแรง และคนทั่วไปสังเกตุได้ง่ายว่ามันมีกลิ่น มันจึงกลายเป็นผู้ร้ายของสังคมที่ถูกกล่าวโทษว่าเป็นตัวทำให้เกิดกลิ่นตัว และกลิ่นปากไปโดยปริยาย

ในกรณีของกระเทียม สารเคมีที่ส่งกลิ่นออกมาจากลมหายใจ และเหงื่อของคุณก็คือซัลเฟอร์ ถ้าคุณเคยสูดดมกลิ่นของซัลเฟอร์ตรง ๆ จะพบว่ากลิ่นมันเหมือนกับไข่เน่าไม่มีผิด เจ้าซัลเฟอร์นี้เองที่ทำให้เกิดกลิ่นตัวรุนแรง ในความเป็นจริงไม่ได้มีแต่กระเทียมอย่างเดียวที่ทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ นอกจากกระเทียมแล้วหัวหอมก็ทำให้มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ไม่แพ้กัน ไหนจะอาหารที่เป็นแกงเผ็ด ๆ ที่มีเครื่องเทศต่าง ๆ ก็ทำให้เกิดกลิ่นดีแท้ อาหารเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาวอินเดียมีกลิ่นตัวเป็นเอกลักษณ์ คุณคงจะเคยผมและสัมผัสกลิ่นที่ว่าจากชาวอินเดียกันมาบ้าง ซึ่งเป็นเพราะอาหารของพวกเขามีเครืองเทศจำนวนมาก

แม้แต่อาหารที่ไม่มีกลิ่นแรง ก็ทำให้กลิ่นตัวคุณเปลี่ยนไปได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นคนที่ชอบกินเนื้อมาก ๆ จะมีกลิ่นตัวที่แรงกว่าคนที่ไม่กินเนื้อ หรือกินเนื้อน้อยกว่า ดังนั้นหากคุณต้องการที่จะมีกลิ่นตัวหอมกรุ่นชื่นใจ สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือจะต้องเลือกรับประทานอาหารที่ปราศจากเครื่องเทศ หรือมีเครื่องเทศเป็นส่วนประกอบไม่มากนัก พยายามหลีกเลี่ยงกระเทียม และหัวหอม รวมทั้งลดการกินเนื้อให้น้อยลง โดยธรรมชาติร่างกายของเราแล้ว จะสามารถทำงานได้ดีกว่าถ้าเรากินผักเข้าไปเป็นจำนวนมาก ๆ ในแต่ละวัน เพราะเนื้อจะย่อยได้ยาก

แต่ถ้าหากคุณไม่สนใจเรื่องกลิ่นตัวเท่าไหร่นัก เราก็อยากจะบอกว่ากระเทียม กับหัวหอมมีประโยชน์ต่อร่างกายของคุณอย่างมาก ตัวอย่างเช่นกระเทียมสามารถลดระดับคอเลสเตอรอล และไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้ กระเทียมสามารถช่วยให้คุณได้รับประโยชน์อย่างมากถ้าคุณเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด หากจะศึกษาให้ดี ๆ แล้วจะพบว่ามันมีประโยชน์มากมาย และถูกนำมาใช้ทางการแพทย์ในหลาย ๆ อย่าง ส่วนหัวหอมก็สามารถช่วยในการเจริญอาหาร, แก้หวัด, ลดอาการไอ, แน่นหน้าอก, การติดเชื้อของแบคทีเรีย, ฯลฯ
ที่มา www.lifestyle.th.msn.com

สูตรผิวสวย ลดปัญหาจุดด่างดำ


ขึ้นชื่อว่า ริ้วรอยและจุดด่างดำ เป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนไม่พึงปรารถนา แต่จะทำอย่างไรให้ปัญหาเหล่านั้นหายไป วันนี้เรามีคำตอบพระเอกของสูตรเด็ดวันนี้คือ "องุ่น" เริ่มจากเตรียมองุ่นเขียวประมาณ 4-5 เม็ด, โยเกิร์ต 2 ช้อนชา และน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา จากนั้นนำองุ่นมาผ่าเอาเมล็ดออก แล้วนำไปบดให้ละเอียดใส่โยเกิร์ตและน้ำผึ้งตามลงไป คนให้เข้ากัน เสร็จแล้วนำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

เพียงเท่านี้ใบหน้าก็จะสวยใสไร้จุดด่างดำแล้ว แต่สูตรนี้จะเห็นผลก็ต่อเมื่อทำบ่อย ๆ อาจจะทุก 2-3 วัน ควรทำติดต่อกันอย่างน้อย 15 วัน จะเห็นผลดีที่สุด
ที่มา www.lifestyle.th.msn.com

ใช้กันแดดให้คุ้มไม่ทำร้ายผิว


ใคร ๆ ก็ไม่อยากให้ผิวดำคล้ำ มีริ้วรอยเพราะแสงแดด ดังนั้น ครีมกันแดด จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการปกป้องผิวจากรังสียูวีเอและบีครีมกันแดดที่ดีควรป้องกันได้ทั้งรังสียูวีเอและบี สังเกตได้จากค่า PA (Protection of UV-A) มาพร้อมกับเครื่องหมาย + ช่วยป้องกันรังสียูวีเอ เช่น PA+++ ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ต้องอยู่กลางแจ้งถูกแดดนาน แต่ถ้าอยู่ในอาคารหรือที่ร่ม เลือกใช้เพียง PA+ ก็เพียงพอ

ส่วนค่า SPF (Sun Protection Factor) ตัวป้องกันรังสียูวีบี พร้อมกับตัวเลขต่อท้าย อาทิ SPF 8 หรือ SPF 15 ที่หมายถึงระยะเวลาในการปกป้องผิวจากแสงแดด คิดคำนวณได้ง่าย ๆ โดยปกติถือเอาเวลา 15 นาที ที่ตากแดด ผิวจะเริ่มไหม้

ดังนั้น ให้นำ 15 คูณกับตัวเลขหลัง SPF เช่น SPF 8 คือ 15 x 8 หมายถึง ประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดนาน 120 นาที

การเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ ใช่ว่าจะป้องกันแสงแดดได้ดีเสมอไป เพราะค่าสูงแค่ไหนก็กันแดดได้ราว 2-3 ชั่วโมง เนื่องจากสารเคมีจะละลายไปกับเหงื่อ แถมยังเสี่ยงต่อการตกค้างของสารเคมี ตัวการทำให้เกิดสิวและริ้วรอย ที่เหมาะสมควรใช้เพียงแค่ SPF 15

เพื่อให้การใช้ครีมกันแดดได้ผลดี ให้ทาก่อนออกแดดราว 15-30 นาที.
ที่มา www.lifestyle.th.msn.com

‘ลดริ้วรอยดวงตา’ ไม่ผ่าก็ทำได้


วันนี้ ยืดเส้นยืดสาย จึงรวบรวมวิธีลบเลือนริ้วรอยรอบดวงตาด้วยวิธีธรรมชาติมาเอาใจคนอยากสวยแต่กลัวเจ็บ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานยังมีตัวช่วยอย่าง มันฝรั่ง ที่มีคาร์โบรไฮเดรต สรรพคุณลดการอักเสบของผิวหนังรอบดวงตา หลังจากล้างทำความสะอาดเสร็จแล้ว ให้หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ นำไปพอกบริเวณรอบดวงตา ทิ้งไว้ราว 10-15 นาที จากนั้นล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น หรือจะใช้ ถุงน้ำชาใช้แล้ว นำไปชุบน้ำพอเปียก วางทับบริเวณดวงตาทิ้งไว้สักครู่ ก็ช่วยได้เช่นกัน

สำหรับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวรอบดวงตา ควรเลือกที่มีส่วนผสมของ คาเฟอีน และ โปรวิตามินบี 5 จะช่วยกระตุ้นโลหิตที่ไหลเวียนรอบดวงตา ลดความเมื่อยล้า และคงความชุ่มชื้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่าได้ละเลยการดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน ช่วยให้ตาไม่แห้งแสบระคายเคืองจนต้องใช้มือขยี้ตาให้เกิดริ้วรอย.
ที่มา www.lifestyle.th.msn.com

เคล็ดลับเร่ง ‘ผม’ ให้ยาวเร็วขึ้น


สาว ๆ หรือหนุ่ม ๆ คนไหน ผมยาวไม่ทันใจ วันนี้เรา มีเคล็ดลับมาบอกเริ่มจาก กระตุ้นหนังศีรษะ อาจจะใช้แปรงสำหรับนวดหนังศีรษะหวีให้ทั่ว หรือจะใช้ปลายนิ้วนวดหนังศีรษะเบา ๆ ประมาณ 2-3 นาที ก่อนสระผม จากนั้นสระผมด้วยแชมพูและคอนดิชันเนอร์ที่มีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื้น เช่น เชียบัตเตอร์ หรือน้ำมันอะโวคาโด เพื่อป้องกันไม่ให้ผมขาดหลุดร่วงและเร่งการเจริญเติบโตของเส้นผม

เสร็จจากขั้นตอนการสระล้าง ควรเช็ดผมเบา ๆ ใช้หวีที่มีฟันซี่ห่าง ๆ สางผม แล้วปล่อยให้แห้งตามธรรมชาติ งดการใช้ความร้อนอย่างไดร์เป่าผมหรือเครื่องรีดผมไฟฟ้า เพราะจะทำให้ผมกรอบและขาดหลุดร่วงได้ง่าย
ที่มา www.lifestyle.th.msn.com

เคล็ดลับผมสวย ด้วยอาหาร


คนที่รับประทานอาหารหลากหลายครบทุกหมวดหมู่นั้นมักเป็นเจ้าของเรือนผมเส้นสวย ดกดำดูเงางาม แถมยังพลิ้วสลวย จัดทรงง่าย ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ คุณค่าของสารอาหารที่รับประทานเข้าไปทำให้สวยจากภายในสู่ภายนอกโดยเส้นผมที่สวยงามนั้น ได้ประโยชน์จาก โปรตีน คอยปกป้องให้เส้นผมมีสุขภาพดี หรือเรียกว่า เส้นผมไม่ขาดโปรตีน ต่อมา สังกะสี ที่มีอยู่ในอาหารทะเล จะช่วยสร้างโปรตีนให้กับเส้นผม ลดอาการหลุดร่วง

ทองแดง มีมากในอาหารทะเล ผักสด และถั่ว ป้องกันผมหงอกก่อนวัย และทำให้สีผมสม่ำเสมอ ส่วน ธาตุเหล็ก ในถั่ว หรือเครื่องในสัตว์ จะช่วยนำออกซิเจนเข้าสู่เส้นผม

สำหรับ วิตามินเอ คอยดูแลหนังศีรษะให้แข็งแรง ขณะที่ วิตามินบีและวิตามินซี มีความสำคัญต่อวงจรการสร้างเส้นผม ไม่ทำให้เส้นผมหลุดร่วงง่าย และที่สำคัญไม่แพ้สารอาหารอื่น ๆ ก็คือ น้ำ ช่วยให้เส้นผมมีน้ำหนัก เรียงตัวสวยและชุ่มชชื่น
ที่มา www.lifestyle.th.msn.com

ทำอย่างไรถ้า“ผมเหม็น”


ผมส่งกลิ่นไม่น่าพึงพอใจแม้ผมสะอาดหรือเพิ่งสระผมไม่นาน อาการของโรคผมเหม็น รู้สาเหตุและวิธีแก้ปัญหาเพื่อเพิ่มความมั่นใจหลังต้องฝ่ามลภาวะ ทั้งควันรถ ควันบุหรี่ และสภาพอากาศทั้งฝนตกแดดออก ผมของคุณอาจมีกลิ่นเหม็น ส่งผลต่อบุคลิกภาพและชีวิตทางสังคม ซึ่งในบางครั้งแชมพูหรือการล้างน้ำสะอาดก็ไม่สามารถแก้ไขได้ โดยเฉพาะในบางรายที่ผมมีกลิ่นอับเหมือนฟองน้ำเก่าๆ หรือขนสุนัขเปียกๆ ซึ่งเป็นกลิ่นที่ไม่น่าพึงพอใจ แม้หลังสระผมกลิ่นจะลดลงบ้างแต่สงสัยบ้างไหมว่าทำไมกลิ่นพวกนี้ไม่หายไปสักที

โรคผมเหม็นหรือสเมลลี่ แฮร์ ซินโดรม (เอสเอชเอส) เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ซึ่งโรคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะผมสกปรก แต่เกิดจากต่อมผลิตไขมันซึ่งติดกับรากผมแต่ละเส้นผลิตไขมันออกมามากเกินไป ทำให้ผมมันและดูดกลิ่นในอากาศเอาไว้ ผมจึงมีกลิ่น

นอกจากนี้ ปัญหาไม่ได้เกิดจากแค่ต่อมไขมันเท่านั้น เพราะหนังศีรษะยังมีต่อมเหงื่อที่จะผลิตเหงื่อออกมาและก่อให้เกิดปัญหาผมเหม็นอับเหมือนกันซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยาก อย่างในบางคนแม้จะใช้ยาระงับกลิ่นแล้วแต่ก็ยังมีแนวโน้มที่จะมีเหงื่อและมีกลิ่นมากกว่าคนอื่น

สภาพเส้นผมก็มีส่วน หากมีผมธรรมดาจะไม่ค่อยประสบปัญหาผมดูดกลิ่นมาก แต่ถ้าผมเส้นเล็กละเอียดจะเกิดปัญหาผมมันและมีกลิ่นมากกว่า โดยเฉพาะถ้าใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมพวกมูสหรือเซรั่มก็เหมือนใส่น้ำมันลงบนผม เพราะผมจะดูดกลิ่นมากขึ้นและทำให้กลิ่นติดบนเส้นผม

หากไม่เคยมีปัญหาผมมีกลิ่น ก็อาจประสบปัญหานี้ได้เพราะการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนแอนโดรเจน ซึ่งเกิดขึ้นได้ในช่วงที่เครียด เพราะความเครียดจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนต่อมหมวกไตซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนแอนโดรเจน ทำให้ต่อมไขมันผลิตไขมันออกมามาก กลายเป็นวงจรปัญหาที่ซ้ำซาก หรือกินอาหารที่มีกลิ่นฉุนเช่น เครื่องแกง หรือน้ำมันปลาก็ทำให้เกิดอาการผมมีกลิ่นเหม็นได้เหมือนกัน

การแก้ปัญหา โรคผมเหม็น ทำได้โดยสระผมบ่อยๆ หรือในบางรายควรสระผม 2 ครั้งต่อวันในช่วงเช้าและเย็น ด้วยแชมพูที่อ่อนโยนเพื่อทำความสะอาดและไม่ทำร้ายผมหรือหนังศีรษะ เพราะถ้าแชมพูแรงเกินไปอาจทำให้หนังศีรษะแห้ง และมีการผลิตไขมันมากขึ้น ซึ่งยิ่งทำให้ปัญหาร้ายแรงขึ้นไปอีก และห้ามใช้ครีมนวดผมบริเวณใกล้กับรากผม ที่สำคัญหลังสระผมหากฉีดสเปรย์หอมสำหรับผมก็จะช่วยพรางปัญหานี้ได้
ที่มา www.lifestyle.th.msn.com

ผมนุ่มสลวยในช่วงฤดูหนาว


ช่วงสิ้นปีเป็นฤดูกาลแห่งการสังสรรค์และเทศกาลรื่นเริง แต่ลมหนาวที่พัดมาก็ทำให้ทั้งผิวและผมแห้งกระด้าง ซึ่งเป็นปัญหาที่ลดความมั่นใจของหนุ่มๆ สาวๆ วันนี้มีวิธีรักษาผมให้นุ่มสลวยช่วงฤดูหนาวมาฝากช่วงสิ้นปีเป็นฤดูกาลแห่งการสังสรรค์และเทศกาลรื่นเริง แต่ลมหนาวที่พัดมาก็ทำให้ทั้งผิวและผมแห้งกระด้าง ซึ่งเป็นปัญหาที่ลดความมั่นใจของหนุ่มๆ สาวๆ สัปดาห์ก่อนเดลินิวส์ออนไลน์แนะวิธีดูแลผิวช่วงฤดูหนาวไปแล้ว คราวนี้มาดูวิธีรักษาผมให้นุ่มสลวยช่วงฤดูหนาวกัน

สิ่งที่ดีที่สุดในการป้องกันปัญหาผมช่วงฤดูหนาวคือ ดูแลผมให้แข็งแรงพร้อมรับสภาพอากาศ โดยใส่ใจเส้นผมเท่าเทียมกับใส่ใจสภาพผิว ดีกว่าจะรอให้ผมเสียหายแห้งฟูแล้วมารักษาทีหลัง ซึ่งทำได้ง่ายๆ ด้วยการใช้ครีมบำรุงผมขณะสระผม หากผมมันควรชโลมครีมบำรุงผมจากกึ่งกลางความยาวของเส้นผมไปจนจรดปลายผม ไม่ต้องชโลมให้ทั่วหนังศีรษะ เพราะต่อมไขมันบริเวณหนังศีรษะจะทำให้รากผมชุ่มชื้นอยู่แล้ว จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาดในอุณหภูมิปกติ ไม่ควรใช้น้ำร้อน

นอกจากการรักษาความสะอาดและบำรุงผมประจำวันแล้ว ควรบำรุงผมโดยใช้ครีมบำรุงชนิดเข้มข้นประมาณสัปดาห์ละครั้ง หลังชโลมครีมบำรุงให้ใช้ผ้าขนหนูหรือหมวกพลาสติกคลุมผมไว้ประมาณ 10 นาทีก่อนล้างออก จะทำให้ครีมบำรุงซึมซาบเข้าสู่เส้นผมได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับผมชี้ฟู อาจใช้เซรั่มที่มีส่วนผสมของซิลิโคนขณะตกแต่งทรงผม โดยซิลิโคนจะเคลือบเส้นผม ช่วยรักษาความชุ่มชื้น ซึ่งจะช่วยให้จัดแต่งทรงผมได้ง่ายขึ้นและผมไม่แห้งฟู

อีกหนึ่งวิธีที่มักจะเห็นสาวๆ หนุ่มๆ ใช้กันในช่วงนี้คือ การสวมหมวก เพราะช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้หนังศีรษะ และป้องกันผมชี้ฟู ซึ่งแท้จริงแล้วการสวมหมวกเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและหากสวมบ่อยเกินไปยังทำร้ายเส้นผมและหนังศีรษะมากขึ้นด้วย เนื่องจากทำให้ต่อมไขมันบริเวณหนังศีรษะทำงานมากผิดปกติ ส่งผลให้ผมมัน หากจะสวมหมวกจึงควรเลือกหมวกที่พอดีกับศีรษะ ไม่คับจนเกินไป และหมั่นทำความสะอาดหมวกบ่อยๆ

และแน่นอนว่าสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในช่วงนี้คือการจัดแต่งทรงผมเพื่อการออกงานสังสรรค์ แต่สารเคมีที่ใช้ในการตกแต่งทรงผมก็เป็นตัวการที่ทำให้ผมเสีย ดังนั้นจึงควรล้างผมให้สะอาด หลังจากนั้นควรบำรุงผมโดยใช้ทรีทเม้นต์ชนิดเข้มข้นชโลมให้ทั่วหนังศีรษะ ทิ้งไว้ประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนล้างออก

สำหรับการตกแต่งผมประจำวัน ควรหลีกเลี่ยงอุปกรณ์ที่ใช้ความร้อน เช่น ไดร์เป่าผม ที่หนีบผม หรือที่ม้วนผม เพราะจะทำให้ผมแห้งกรอบได้ง่ายกว่าปกติ ควรใช้ไดร์แบบเป่าลมเย็นแทนเป่าลมร้อน แต่หากจำเป็นต้องใช้จริงๆ ควรชโลมผลิตภัณฑ์บำรุงผมชนิดไม่ต้องล้างออกก่อน และต้องระวังอย่าออกไปเผชิญสภาพอากาศเย็นในขณะที่ผมยังไม่แห้ง เพราะอาจทำให้ผมเปราะหัก
ที่มา www.lifestyle.th.msn.com

เทคนิคเลือกสีผมให้เหมาะกับสีผิว


คนอยากเปลี่ยนสีผมควรรู้ สีใดเหมาะกับสีผิวของคุณ เพื่อให้ได้สีผมสวยเพิ่มเสน่ห์ชวนมอง พร้อมเคล็ดลับถนอมสีผมให้อยู่ยาวนาน
เมื่อตัดสินใจจะเปลี่ยนสีผมแล้ว การเลือกสีถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก หากเลือกได้เหมาะก็จะช่วยให้ใบหน้าดูสว่างสดใส เปลี่ยนลุคให้ดูดีขึ้น แต่ถ้าเลือกสีไม่เหมาะ หลังทำสีผมไปแล้ว บางคนถึงขั้นหมดความมั่นใจ จนต้องรีบไปเปลี่ยนสี ทำเสียสตางค์เพิ่มเพื่อไม่ให้เสียเวลา เสียอารมณ์ เสี่ยงผมเสียโดยไม่จำเป็น ก่อนการเปลี่ยนสีผม มีเทคนิคในการเลือกสีผมให้เหมาะกับตัวคุณโดยยึดจากสีผิว

หากเป็นคนผิวคล้ำ ควรเลือกทำสีผมในโทนสีอุ่น แต่ให้เป็นสีที่อ่อนกว่าสีผิวหน้าเล็กน้อย เช่น น้ำตาลอ่อน-เข้ม และน้ำตาลทองเข้ม ช่วยให้ใบหน้าดูขาวสว่างขึ้น และข้อสำคัญคือ คนผิวคล้ำไม่ควรทำสีแดง

ทว่าเป็นคนผิวขาวโอโม่ ควรเลือกทำสีบลอนด์สว่างประกายเขียว, สีน้ำตาลม่วง, สีน้ำตาลประกายแดงจัด เติมสีสันให้ใบหน้าดูไม่จืดชืด ขณะที่คนผิวสองสี โชคดีกว่าใคร เพราะเลือกทำผมสีใดก็เข้ากับสีผิวไปเสียหมด

ส่วนเคล็ดลับการดูแลผมทำสีไม่ให้เสียง่ายและสีผมติดทนส่องประกายยาวนาน เริ่มจากก่อนทำสีผมหนึ่งสัปดาห์ ควรดูแลให้ผมสุขภาพดี ช่วยให้สีผมติดได้ดีขึ้น หลังผ่านการทำสีผมมาแล้ว ให้ทำทรีทเมนต์เป็นประจำสัปดาห์ละครั้งหรืออย่างน้อย 2 ครั้งต่อเดือน

ทำทรีทเมนต์แล้วยังต้องตามด้วยการใส่เซรั่มสูตรสำหรับผมทำสี จะช่วยป้องกันเส้นผมถูกทำร้ายจากแสงแดด และความร้อนจากการจัดแต่งทรงผม ช่วยยืดเวลาให้สีผมติดทนนานเห็นชัดเจน
ที่มา www.lifestyle.th.msn.com

วิธีหลีกเลี่ยงรังแค


ใครที่ไม่อยากให้ผมมีรังแค วันนี้เรามีวิธีหลีกเลี่ยงการเกิดของรังแคมาบอก
สระผมด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้หนังศีรษะไม่แห้งและลอกเป็นขุย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดรังแค ยังทำให้ผมดูนุ่มสลวย เงางามอีกต่างหาก

หลีกเลี่ยงแสงแดดที่จัด เพราะแสงแดดตัวการสำคัญที่ทำลายเส้นผมและหนังศีรษะ ทำให้หนังศีรษะแห้ง เส้นผมชี้ฟู ขาดน้ำหนัก และไม่เงางาม

นวดบำบัดขจัดรังแค ทุกครั้งที่สระผมควรนวดศีรษะเบา ๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยผ่อนคลายความเครียดแล้ว ยังสามารถขจัดเซลล์หนังศีรษะที่ตายให้หลุดลอกได้ง่ายขึ้น

เลือกยาสระผมให้เหมาะสม ควรใช้ยาสระผมที่ช่วยขจัดรังแคอย่างสม่ำเสมอ และควรล้างแชมพูให้สะอาดทุกครั้งหลังสระผม เพื่อขจัดสารเคมีที่ตกค้างบนหนังศีรษะ

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควรรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของธาตุสังกะสี วิตามินบี ซี และอี อยู่เสมอ เพื่อใช้ในการบำรุงหนังศีรษะ

ถ้าไม่อยากมีรังแค ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันดูได้.
ที่มา www.lifestyle.th.msn.com

ผมหงอกยิ่งถอนยิ่งขึ้นจริงหรือไม่


ความเชื่อในเรื่องของการถอนผมหงอกแล้วจะยิ่งทำให้ผมหงอกขึ้นจนทั่วศีรษะ ความจริงแล้วรากผม 1 เส้น จะสร้างผมได้ 1 เส้น ต่อให้ตัดหรือถอนก็ไม่สามารถทำให้เส้นผมเพิ่มขึ้นได้ เพราะเส้นผมหงอกที่ถูกถอนหนึ่งเส้นจะไม่สามารถสร้างผมหงอกขึ้นมาได้อีก ดังนั้น การที่ยิ่งถอนยิ่งหงอก จึงเป็นไม่เป็นความจริง แต่ผมหงอกที่เพิ่มขึ้น คงจะมาจากปัจจัยอื่นมากกว่า

การป้องกัน ก่อนที่จะหงอกก่อนวัย ควรดูแลผมให้ดกดำด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์จากวิตามินบี ,ไบโอติน และสังกะสี เช่น งาดำ, ข้าวกล้อง, ตับหมู, ปลาเนื้อขาว และแครอท เป็นต้น หรือถ้าหงอกมากแล้วไม่สบายใจ ควรเลือกการย้อมผมดำแทนก็ได้

รู้อย่างนี้แล้ว หันมาดูแลไม่ให้มีผมหงอกก่อนวัยกันจะดีกว่า.
ที่มา www.lifestyle.th.msn.com

ผิวชุ่มชื่นเพียงฉีดน้ำแร่


หากยุ่งกับงานจนไม่มีเวลาดูแลผิว ปัญหาผิวแห้งกร้าน ไม่สดใสมักจะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าต้องการให้ผิวสวย ดูสดชื่นอ่อนเยาว์ มีวิธีง่ายๆ ใช้เวลาไม่นานมาฝากเพียงเติมความชุ่มชื่นให้ผิวโดยฉีดสเปรย์น้ำแร่ลงบนผิวที่แห้งกร้าน ผิวก็จะกลับมาอิ่มเอิบสดใสอย่างรวดเร็ว ซึ่งสามารถฉีดก่อนแต่งหน้า แล้วใช้ทิชชูซับเบาๆ จากนั้นจึงแต่งหน้าตามปกติ ฉีดระหว่างวัน หรือหลังแต่งหน้าเสร็จเพื่อให้เครื่องสำอางติดทนนาน และควรฉีดน้ำแร่เมื่อต้องอยู่ในที่แห้งเช่น บนเครื่องบินหรือห้องปรับอากาศ ซึ่งผิวจะสูญเสียความชุ่มชื้นมากกว่าสถานที่อื่น

แต่ถ้าอยากให้ผิวอิ่มเอิบสดใสจากภายในสู่ภายนอกอย่างสมบูรณ์แบบ ต้องเติมน้ำให้ผิวโดยดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว เป็นวิธีที่ประหยัดและดีต่อสุขภาพที่สุด.
ที่มา www.lifestyle.th.msn.com

สวยสู้แดดรับซัมเมอร์


ฤดูร้อนมาเยือนทีไร สาวๆทุกคนจะต้องหาวิธีป้องกันผิวจากแสงแดดก่อนออกจากบ้านกันยกใหญ่ โดยที่หลายคนยังไม่รู้ว่า แสงแดดมีคุณประโยชน์มากมายอีกทั้งยังจำเป็นต่อร่างกายในการสร้างวิตามินดี ซึ่งจะช่วยให้กระดูกแข็งแรง นอกจากนี้ยังมีการใช้คลื่นพลังงานจากแสงแดด ในการรักษาโรคผิวหนังบางชนิดด้วย แต่ในทางกลับกันถ้าได้รับในปริมาณที่มากเกินไปก็จะเกิดอันตรายต่อผิวหนังเช่นกัน
การดูแลเอาใจใส่อย่างพอดีจึงเป็นเรื่องจำเป็น สำหรับคนที่ใช้ชีวิประจำวันอยู่ในตัวอาคารไม่ค่อยได้โดนแดด ให้เลือกใช้ครีมหรือโลชั่นบำรุงผิวต่างๆ ที่มีส่วนผสมของสารกันแดดที่มี SPF 15 ขึ้นไปก็จะเพียงพอ แต่หากต้องออกไปโดนแดดบ่อยๆควรจะใช้ครีมที่มี SPF 30 หากเป็นวันที่มีกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานานควรใช้ SPF 45 - 60 และควรทาครีมกันแดดซ้ำทุก 2 ชั่วโมง เพื่อหลีกเลี่ยงมลภาวะแสงแดดปัญหาหน้าหมองคล้ำ เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ และรอยแห้งกร้าน

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ช่วยป้องกันแสงแดดอย่างถูกวิธีนั้น เป็นขั้นตอนสำคัญในการช่วยป้องกันแสงแดดในหน้าร้อนได้เป็นอย่างดี รวมถึงพยายามหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่แดดจัดมากช่วงตั้งแต่ 10 โมงเช้าไปจนถึงบ่าย 3 โมง และหาอุปกรณ์เสริมเช่นแว่นกันแดด ร่ม หมวก ใส่ไปข้างนอกถ้าจำเป็นที่ต้องออกแดดช่วงเวลาดังกล่าว ที่สำคัญหมั่นใช้อย่างเป็นประจำ เพื่อก่อให้เกิดสุขภาพที่ดีต่อผิวพรรณอย่างต่อเนื่อง
ที่มา www.lifestyle.th.msn.com

เคล็ดลับใช้น้ำหอม เพิ่มเสน่ห์ในหน้าร้อน


หลังจากเลือกกลิ่นน้ำหอมที่ถูกใจตามที่แนะนำได้แล้ว ก็มาถึงเทคนิคในการใช้น้ำหอมให้ถูกวิธีเพื่อให้เราเป็นคนที่ทุกคนอยากเข้าใกล้ หากคุณเป็นคนผิวมัน ความร้อนจากอุณหภูมิที่ร้อนแรงจะสามารถกระจายกลิ่นน้ำหอมที่คุณใช้ได้แรงกว่าและมากกว่าสภาพผิวอื่น เพราะฉะนั้นในหน้าร้อนจึงจำเป็นที่คุณควรเลือกกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ เมื่อฉีดจะได้ไม่ฉุนจนเกินไปหากใครกลัวว่ากลิ่นน้ำหอมที่ใช้อยู่นั้นจะแรงไป ให้หยดน้ำหอมใส่สำลีเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อแทน เพื่อให้กลิ่นหอมอยู่กับเราได้นานๆ หรือลองเติมกลิ่นหอมให้สัมภาระในกระเป๋าหรือผ้าเช็ดหน้า โดยการเอาของที่อยากให้มีกลิ่นหอมมาใส่รวมในกล่องที่ปิดฝาได้ แล้วฉีดน้ำหอมใส่สำลีก้อนใส่ลงไปในกล่องปิดฝาอบกลิ่นเอาไว้ วิธีนี้ใช้ได้กับเสื้อผ้าในตู้ด้วย ดีกว่าพรมน้ำหอมลงไปบนเสื้อทำให้เกิดรอยด่างที่เสื้อได้

อีกหนึ่งเคล็ดลับมัดใจคนรอบข้างคือการฉีดน้ำหอมใส่ฝ่ามือ เวลาจับมือใครจะได้หอมชวนสัมผัส เพราะหน้าร้อนบางคนจะมีเหงื่อออกที่ฝ่ามือจึงอาจส่งกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนาได้ ในกรณีน้ำหอมแบบแต้มควรใช้ Cotton Bud แตะน้ำหอมจากปากขวดแทนนิ้วมือ แล้วไปแต้มตามบริเวณจุดชีพจรต่าง ๆ บนร่างกาย เพราะกลิ่นน้ำหอมในขวดจะเปลี่ยนได้ หากได้รับความร้อนจากอุณหภูมิจากนิ้วมือของเรา

ถ้าใครอยากหอมไปทั้งวัน แนะนำให้ใช้ Shampoo, Shower gel ที่มีกลิ่นเดียวกับน้ำหอม จะช่วยให้ความหอมอยู่ได้นานมากยิ่งขึ้น และในหน้าร้อนนี้เหงื่อจะออกมาทั่วร่างกายไม่เว้นแม้แต่เหงื่อบนหนังศีรษะ ดังนั้นเพื่อคงความหอมทั่วเรือนกาย ให้ฉีดน้ำหอมที่ผมโดยห่างประมาณ 1 ฟุต โดยใช้กลิ่นเดียวกับกลิ่นหอมที่ฉีดที่ตัว หรือฉีดสเปรย์น้ำหอมกลิ่นเดียว กันลงบนแปรงหวีผม สเปรย์ห่าง ๆ พอให้ละอองจับบนแปรงแล้วค่อยบรรจงหวีผม
เพียงเท่านี้คุณก็จะเป็นคนที่ใครๆ ปรารถนาอยากจะใกล้ชิด ด้วยกลิ่นที่ชวนหลงใหลรับฤดูร้อน.
ที่มา www.lifestyle.th.msn.com

ผิวพรรณหย่อนคล้อย สัญญาณแห่งวัย...ที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงชัดเจน


เมื่อพูดถึงคำว่า สาววัยทอง ผู้หญิงทุกคนต้องเกิดความกังวล เพราะเมื่อก้าวเข้าสู่วัยทองแล้ว จะมีลักษณะอาการต่างๆ เกิดขึ้นกับทั้งทางร่างกายและจิตใจไม่ว่าจะเป็นอารมณ์หงุดหงิด เครียดและกังวลง่าย ไม่สบายตัว นอนไม่ค่อยหลับ ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมากกว่าปกติแม้ในเวลากลางคืน ประจำเดือนน้อยลง นอกจากอาการเบื้องต้นเหล่านี้แล้ว ยังมีความเปลี่ยนแปลงอีกหนึ่งอย่างที่เกิดขึ้นกับคุณผู้หญิงในวัยนี้ จนตัวเองและคนรอบข้างสามารถสังเกตได้ชัดเจน นั่นคือความเปลี่ยนแปลงด้านผิวพรรณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะอายุของเซลล์ผิวที่มากขึ้นจะเกิดการเสื่อมลงเนื่องมาจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งฮอร์โมนนี้สามารถสร้างเองได้ขณะที่ยังไม่หมดประจำเดือน ส่งผลให้ผู้หญิงมีความอ่อนหวาน ผิวพรรรณดี เนียนนุ่ม ชุ่มชื่น และดูดี

ในความเป็นจริงแล้ว ความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและผิวพรรณเริ่มขึ้นตอนอายุ 30 แต่จะเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนเมื่ออายุมากขึ้นโดยเฉพาะหลังอายุ 50 สังเกตได้จากเซลล์ผิวที่เคยเต็มอิ่มก็เสีย ไม่เต่งตึง ทำให้ไม่เพียงริ้วรอยลึกเห็นชัดและมีมากขึ้น แต่ผิวก็หย่อนคล้อย ขาดความกระชับตั้งแต่หน้าไปถึงลำคอจนสังเกตได้ชัดเจน นั่นเป็นเพราะในช่วงวัยนี้ จะเกิดปัญหาผิวพรรณตั้งแต่ในชั้นผิวถึง 2 ชั้น ชั้นแรกเรียกว่า พาพิลเลย์ ที่มีหน้าที่ส่งอาหารไปเลี้ยงชั้นผิวอิพิเดอร์มิส ลดประสิทธิภาพลง การผลัดเซลล์ผิวจึงลดลงตามไปด้วย ชั้นผิวต่อมาคือ ไฟโบรบลาสท์ ที่ทำหน้าที่ผลิตคอลลาเจน อิลาสติน และไฮยาลูรอน มีปริมาณที่ลดลงถึง 30% ในช่วง 5 ปีแรก ลดยังคงลดต่อต่อเนื่องปีละ 2.1% ซึ่งปัจจัยเหล่านี้สร้างความกวนใจให้กับคุณผู้หญิงหลายท่านอยู่ไม่น้อย จึงต้องหาตัวช่วยชะลอความหย่อนคล้อย พยุงความแน่นกระชับของผิวพรรณ ให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน

ด้วยวิทยาการทางการแพทย์ จึงมีหลากหลายวิธีที่จะช่วยแก้ปัญหาของผิวพรรณได้ ทั้งการทำศัลยกรรมดึงหน้า ฉีดโบท็อกซ์ เธอร์มาจ ส่งกระแสคลื่นวิทยุเข้าสู่ผิวหน้า และ อีกหลากหลายวิธีการ แต่จะมีวิธีการใดจะดีเท่ากับการดูแลใส่ใจผิวพรรณได้ด้วยตนเอง และควรจะดูแลจากภายในสู่ภายนอก เริ่มจากเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัว อย่างการเลือกรับประทานอาหาร ควรเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นทานผักและผลไม้เพราะมีสารอาหารที่จำเป็นต่อผิวพรรณอยู่มากมาย หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น เล่นโยคะ ว่ายน้ำ แอโรบิค เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต เลือดลมสูบฉีดดี นำไปสู่ผิวพรรณที่เปล่งปลั่ง และการดูแลตนเองที่สำคัญที่สุด คือ การพักผ่อนที่เพียงพอ นอนหลับให้เต็มอิ่ม เพราะร่างกายที่ขาดการพักผ่อนนั้นส่งผลต่อผิวพรรณโดยตรง จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าผิวหมองคล้ำ เห็นริ้วรอยชัดขึ้น และ ผิวหน้าดูอิดโรยมากกว่าปกติ โดยเฉลี่ยควรนอนให้ครบ 6-8 ชั่วโมง สำหรับการดูแลภายนอกนั้น เน้นการเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีลักษณะเป็น ซีรั่ม ที่มีคุณสมบัติพิเศษเหมาะสำหรับผิวหย่อนคล้อย ต้องการการกระชับแน่น ในวัยที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงชัดเจน และต้องมีความเข้มข้นสูง แต่เนื้อบางเบา เพราะจะซึมซาบเร็วกว่าครีมทั่วๆ ไป นอกจากจะบำรุงใบหน้าแล้วลำคอก็สำคัญ ฉะนั้น ควรทาซีรั่มบำรุงผิวตั้งแต่ลำคอถึงใบหน้า และควรทำเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง เพื่อผิวพรรณสวยสมวัย และ สุขภาพดีให้ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริง
ที่มา www.lifestyle.th.msn.com

ขาวใส ไร้สิว


เมื่อเข้าสู่หน้าหนาว หนุ่มสาวหลายคนอาจจะมีความสุขกับความมันบนใบหน้าที่จะลดลง แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังต้องเผชิญกับปัญหาสิว หน้ามันและใบหน้าหมองคล้ำ ซึ่งอีแมกกาซีนขอพาคุณมาทำความรู้จักกับสารพัดสาระสำคัญที่จะช่วงลดความมัน และทำให้เรามีผิวหน้าขาวกระจ่างใส

สิวมักมาคู่กับความหมองคล้ำ

สาเหตุของการเกิดสิวส่วนใหญ่ เกิดจากการอักเสบของต่อมสร้างไขมันบริเวณรูขุมขน ซึ่งต่อมสร้างไขมันบริเวณรูขุมขนมีหน้าที่สร้างไขมันมาหล่อเลี้ยงผิวหนัง เมื่อมีการสร้างไขมันมากเกินไป ทำให้คั่งค้างอยู่ในรูขุมขน และเกิดการอักเสบเป็นหัวสิวหรือตุ่มหนอง

สิวมักเกิดในวัยรุ่น เนื่องจากในวัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศสูง ทำให้กระตุ้นต่อมสร้างไขมันผลิตไขมันออกมามากขึ้น ทำให้มีโอกาสเกิดสิวมากขึ้นจากสถิติทางการแพทย์พบว่า วัยรุ่นชายมีปัญหาเรื่องสิวมากกว่าวัยรุ่นหญิง ในขณะที่วัยรุ่นหญิงช่วงมีประจำเดือนจะเกิดสิวได้ง่ายขึ้น

สารตัวใดช่วยลดสิว

-สารที่จะลดสาเหตุของการเกิดสิวจมูกถั่วเหลือง คือ Lsoflavone ที่มีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน จึงช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมน ลดการเกิดสิวที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ และยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล

-แร่ธาตุสังกะสี (OptiZinc)

มีส่วนช่วยในการปรับสมดุลของฮอร์โมน เนื่องจากสังกะสีเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายจำเป็นในการสร้างฮอร์โมนเพศ ช่วยลดการเกิดสิวอุดตัน

ส่วนสารที่จะช่วยให้สิวอักเสบแห้งเร็ว มีด้วยกันหลายชนิด เช่น

แร่ธาตุสังกะสี (OptiZinc) เป็นแร่ธาตุที่ช่วยเสริมสร้าง เนื้อเยื่อใหม่ ทำให้การซ่อมแซมเซลล์ผิวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สิวอักเสบจึงแห้งและหลุดง่าย

แอล-ไลซีน เป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายใช้ในการสร้างเนื้อเยื่อ (Cell) ผิวใหม่ ทำให้กระบวนการซ่อมแซมเซลล์ผิวและการสร้างผิวใหม่เกิดขึ้นเร็ว การอักเสบของสิวจึงหายเร็วขึ้น

สารสกัดจากชาเขียว วิตามินเอ และวิตามินอี มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระและกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ มีส่วนช่วยให้สิวอักเสบแห้งเร็วขึ้น

เมื่อสิวแห้งมักทิ้งรอยแดงและจุดด่างดำไว้เสมอ เกิดจากเนื้อเยื่อผิวที่เป็นแผล เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นจากแสงแดด, แสงไฟ หรือเครื่องสำอาง ทำให้เกิดรอยแดงและจุดด่างดำ แต่ก็ยังมี

-สารสกัดจากเมล็ดองุ่น, วิตามินซี, วิตามินอี และเบต้า-แคโรทีน ที่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ และกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตบริเวณเซลล์ผิว จึงช่วยลดการเกิดรอยแดงและจุดด่างดำจากสิวได้

-ปรับสภาพผิวให้ขาวอมชมพู ผิวกระจ่างใส ไร้สิวด้วย แอล-กลูตาไธโอน ที่มีความสามารถยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน ซึ่งเป็นสาเหตุของกระ ฝ้า จุดด่างดำ โดยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซีเนส ทำให้ผิวค่อยๆ ขาว กระจ่างใสขึ้น

-สารสกัดจากมะเขือเทศ, สารสกัดจากชาเขียว, สารสกัดจากเมล็ดองุ่น ช่วยในการกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตบริเวณเส้นเลือดฝอย จึงช่วยปรับสภาพผิวให้แลดูขาวอมชมพูรวมถึงมีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมลอิสระ ช่วยต่อต้านริ้วรอย และความหมองคล้ำ เผยผิวขาวเนียนใส

-กรดอัลฟ่า ไลโปอิก, วิตามินซี, วิตามินอี และเบต้าแคโรทีน ด้วยประสิทธิภาพในการต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรง ช่วยให้การทำงานของ แอล-กลูตาไธโอน ทำงานได้ดียิ่งขึ้น จึงปรับสภาพผิวให้ขาวอมชมพูได้เร็วขึ้น และเห็นผลได้อย่างชัดเจน

นอกจากสารพัดสารอาหารต่างๆ ก็ยังมีทางเลือกของการรักษาสิวอีกวิธีหนึ่ง ที่เหมาะสำหรับคนไม่ชอบทานยา นั่นคือ การใช้เลเซอร์รักษาสิว ซึ่งเลเซอร์จะมีการทำงาน 2 หน้าที่ คือเลเซอร์ที่ช่วยลดการอักเสบ และเลเซอร์ที่ช่วยลดการทำงานของต่อมไขมัน ซึ่งมีเลเซอร์หลายตัวที่ช่วยได้ โดยในช่วงแรกๆ หมอแนะนำให้มาทำทุก 2 อาทิตย์ ประมาณ 5 ครั้ง หลังจากนั้นอาจจะมาทำ 3 เดือนต่อครั้ง ดังนั้นคุณควรท่องให้ขึ้นใจว่า ตราบใดที่ต่อมไขมันของคนเรายังทำงานอยู่ เมื่อนั้นสิวก็อาจกลับมาได้ จึงควรรักษาหรือดูแลผิวพรรณอย่างต่อเนื่องจะดีที่สุด
ที่มา www.lifestyle.th.msn.com

ผิวชุ่มชื้นรับลมหนาว


และในฤดูหนาว มอยเจอร์ไรเซอร์ที่ใช้ในช่วงหน้าร้อนอาจให้ความชุ่มชื้นไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงต้องเพิ่มความเข้มข้นของมอยเจอร์ไรเซอร์ให้สามารถรักษาความชุ่มชื้นของผิวในสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ใช้มอยเจอร์ไรเซอร์เนื้อครีมชนิดออยเบส เพราะน้ำมันจะเคลือบผิวเพื่อเก็บกักความชื้นเอาไว้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้สกินแคร์ราคาแพงแต่มอยเจอร์ไรเซอร์สำหรับผิวหน้าที่มีส่วนผสมของน้ำมันต้องเลือกอย่างระมัดระวัง เพราะน้ำมันบางชนิดอาจทำให้ผิวอุดตัน จึงควรเลือกสกินแคร์ที่ผสมน้ำมันชนิดที่ไม่อุดตันรูขุมขน อย่างน้ำมันอโวคาโด น้ำมันพริมโรส น้ำมันอัลมอนด์ หรือมิเนอรัลออย

หากผิวหน้าแตกแห้งเป็นขุย ควรหลีกเลี่ยงการทำความสะอาดผิวหน้าแรงๆ ใช้โคลนมาส์กผิว หรือใช้โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพราะจะยิ่งทำลายน้ำมันบนผิวมากขึ้น ควรใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้าที่อ่อนโยน เช่น คลีนซิ่งมิลค์ โฟมล้างหน้าที่อ่อนโยน โทนเนอร์ที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หรือมาส์กที่ระบุว่าทำให้ผิวชุ่มชื้นแต่ไม่ควรมาส์กบ่อยเกินไป

ที่ขาดไม่ได้คือการทาครีมกันแดดถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงฤดูหนาว เพราะสภาพอากาศที่หนาวเย็นอาจทำให้เราอยู่กลางแจ้งบ่อยๆ เปิดโอกาสให้รังสียูวีในแสงแดดทำร้ายผิวได้มากกว่าช่วงฤดูร้อนด้วยซ้ำไป

ส่วนผิวหนังบริเวณอื่นๆ ที่ต้องสัมผัสอากาศหนาว เช่น มือและเท้า โดยเฉพาะผิวหนังบริเวณมือที่บางกว่าผิวหนังส่วนใหญ่ของร่างกายและมีต่อมไขมันน้อย ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะทำให้มือชุ่มชื้นในช่วงที่อากาศแห้งและเย็น จึงต้องดูแลมือให้มากขึ้นด้วยการทาครีมบ่อยๆ และถ้าอากาศหนาวจัดควรสวมถุงมือ

สำหรับบริเวณฝ่าเท้าให้ใช้ปิโตรเลียมเจลหรือโลชั่นที่มีส่วนผสมของกลีเซอรีน ซึ่งจะเก็บกักความชุ่มชื้นได้ดี และควรขัดผิวเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป จะทำให้ครีมบำรุงซึมซาบเข้าสู่ผิวได้เร็วและลึกมากยิ่งขึ้น

หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อนเกินไป เพราะจะทำลายไขมันที่เคลือบผิว ทำให้ผิวแห้งแตกได้ง่ายยิ่งขึ้น จึงควรอาบน้ำอุ่นโดยใช้เวลาแช่หรืออาบน้ำสั้นๆ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นในผิวเอาไว้

ที่สำคัญควรดื่มน้ำให้มากขึ้นในฤดูหนาว ไม่ใช่เพื่อผิวอย่างเดียว แต่เพื่อสุขภาพด้วย แม้ในคนส่วนใหญ่ปริมาณน้ำที่ดื่มเข้าไปจะไม่ได้ทำให้ผิวชุ่มชื้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าน้ำเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของร่างกาย การดื่มน้ำมากๆ จะทำให้สุขภาพดี และลดโอกาสในการป่วยโดยเฉพาะในช่วงที่อากาศหนาวเย็น
ที่มา www.lifestyle.th.msn.com

7 ข้อตีแตกทุกปัญหาสิว


ข้อแรก หาสาเหตุของการเกิดสิวให้ได้ ไม่ต้องแปลกใจที่ทำตามวิธีการรักษาสิวที่คนอื่นใช้ได้ผลแต่วิธีนั้นกลับไม่ได้ผลกับเรา เพราะสิวที่เกิดจากต่างสาเหตุก็ต้องรักษาต่างวิธี เช่นสิวที่เกิดจากการอุดตันของรูขุมขนสามารถรักษาได้ด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหรือโลชั่นที่มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก แต่หากเกิดสิวแบบเป็นตุ่มแดงและอักเสบ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีตัวยาแรงขึ้น เช่น ยาทาที่มีส่วนผสมของเบนซิลเปอร์ออกไซด์ ที่จะช่วยลดปริมาณไขมันที่ผิวหนัง และละลายสิ่งสกปรกอุดตันตามรูขุมขนแต่ไม่ควรทายามากไปหรือโปะหนาๆ ลงบนบริเวณที่เป็นสิว เนื่องจากจะทำให้ผิวแห้ง วิธีทายาที่จะช่วยรักษาสิวและไม่ทำร้ายผิวคือทาบางๆ บริเวณที่เป็นสิวเท่านั้น

ข้อต่อมาคือ ปฏิบัติตามคำแนะนำข้างฉลาก หากซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อรักษาสิวเองโดยที่ไม่ได้ไปพบแพทย์ผิวหนังโดยตรง ต้องอดทนทำตามคำแนะนำข้างฉลากอย่างเคร่งครัด เพราะอาจไม่เห็นผลทันทีที่ใช้เหมือนยารักษาสิวที่ออกให้โดยแพทย์ แต่จะให้ผลแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยการใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวที่วางขายตามเคาน์เตอร์จะเห็นผลชัดเจนเมื่อใช้ 6-8 สัปดาห์ หากเกินกว่านี้แล้วไม่เห็นผลจึงควรเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ใหม่

ข้อที่สาม ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้กับผิวหน้าหรือใกล้ๆ ผิวหน้าเป็นออยล์-ฟรีและนอน-คอมิโดเจนิคหรือไม่ทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน ซึ่งอาจเกิดเพราะการแต่งหน้าโดยใช้รองพื้นหนาๆ หรือกลบด้วยคอนซีลเลอร์มากๆ ผลิตภัณฑ์บำรุงผมเช่น ครีมนวดผมที่มีส่วนผสมของน้ำมันก็อาจทำให้เกิดสิวได้ ดังนั้นจึงควรชโลมครีมลงบนปลายผมเท่านั้น

ข้อสี่ หากรักษาสิวด้วยตัวเองแล้วไม่หายผลสักที ควรไปพบแพทย์ผิวหนัง เพราะจะประหยัดเงินและเวลามากกว่า เนื่องจากแพทย์จะวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องถึงสาเหตุแห่งการเกิดสิวและให้ตัวยาที่รักษาสิวได้อย่างตรงจุด รวมถึงให้คำแนะนำในการใช้ยาที่ไม่ทำร้ายผิวด้วย

ข้อที่ห้า หากเป็นสิวที่เกิดจากฮอร์โมน ซึ่งสังเกตง่ายๆ คือมักเป็นสิวช่วงมีประจำเดือน สามารถรักษาได้โดยการทานยาคุมกำเนิด หรือยาที่ควบคุมระดับฮอร์โมน แต่ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน

ข้อหก สิวแบบซีสติค ซึ่งมีลักษณะเป็นถุงภายในมีหนอง และมักจะทิ้งรอยแผลเป็น หากรักษาแล้วไม่ได้ผลไม่ว่าจะทานยาแก้อักเสบหรือฉีดยา การทานโรแอคคิวเทน 6-8 สัปดาห์สามารถแก้ปัญหาสิวชนิดนี้ได้ แต่ควรทานภายใต้การดูแลของแพทย์และเภสัชกรอย่างใกล้ชิด เพราะยาชนิดนี้มีผลข้างเคียงคืออาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้าหรืออาจทำให้ทารกพิการได้ หากใช้ในหญิงที่มีโอกาสตั้งครรภ์

ข้อสุดท้าย ขจัดสิวบริเวณอกและแผ่นหลังด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกายหรือครีมที่มีส่วนผสมของเบนซิลเปอร์ออกไซด์ แต่มีข้อเสียคือมักจะทำให้เสื้อผ้าเป็นรอยด่าง หรืออาจรักษาสิวบนใบหน้า แผ่นอกหรือหลังด้วยการทำเลเซอร์ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาสิวได้ดี แต่ข้อเสียคือราคาแพง
ที่มา www.lifestyle.th.msn.com