Advertisment

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวมอเตอร์ไซด์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวมอเตอร์ไซด์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ทำไงดี เบรคหลังใช้แล้ว ล็อค ทุกที

คนที่ใช้รถมอเตอร์ไซค์กันอยู่เป็นประจำไม่ว่าจะระยะในการเดินทางจะไกลหรือใกล้ก็ตาม แน่นอนบางครั้งจังหวะเวลาที่ขับขี่รถอยู่นั้นชิ้นส่วนภายในตัวรถที่มีปัญหาก็จะแสดงอาการออกมาให้รับรู้ว่ามันไม่สามารถที่จะตอบสนองได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนแต่ก่อนมา เวลาที่ผู้ขั้บขี่เรียกใช้งานขึ้นมาและมันอาจจะเป็นสาเหตุทำให้ผู้ขับขี่เกิด ความผิดพลาดที่เรียกว่า อุบัติเหตุ ขึ้นมาให้ได้รับบาดเจ็บหรือบางทีถึงขั้นเสียชีวิตและทรัพย์สิน

และในชิ้นส่วนหนึ่งภายในตัวรถที่มีความสำคัญไม่น้อยเลยทีเดียวกับการทำให้ตัวรถที่วิ่งอยู่ด้วยความเร็วนั้นจะถูกลดความเร็วลงจนถึงให้หยุดสนิทดั่งที่ต้องการเมื่อมาถึงตรงนี้แล้ว บางท่านก็อาจจะรู้แล้วว่าตรงที่กำลังนำเสนอคือชิ้นส่วนไหนกัน มันก็คือระบบเบรกนั่นเอง
ระบบเบรก
ก่อนที่จะนำพาไปยังการแก้ไขปัญหานั้น มาทำความเข้าใจกับเรื่องของระบบเบรกในตัวรถมอเตอร์ไซค์กันก่อน เพราะว่าบางคนยังสับสนอยู่ก็เป็นได้ เพราะว่าขับเป็นเพียงอย่างเดียว เบรกในตัวรถที่เห็นกันก็จะมีเบรกหน้าโดยใช้นิ้วบีบก้านเบรกที่แฮนด์เดิ้ลฝั่งคันเร่งด้านขวา แล้วก็เบรกหลังที่ใช้ปลายเท้าขวากดลงไปบันแป้นเบรกตรงบริเวณใกล้ที่พักเท้าด้านขวา

เบรกนั้นก็จะมีแบบ ดิสก์เบรก ที่ใช้แรงดันน้ำมันเบรกไปบีบให้ผ้าเบรกสัมผัสกับจานเบรก และแบบ ดรัมเบรก ที่ใช้แรงดึงจากแป้นเบรก ไปทำการถ่างตัวผ้าเบรกไปสัมผัสกับเบ้าเพลาวงล้อ อีกหนึ่งเบรกภายในตัวรถก็คือ เบรกเครื่องยนต์หรือที่เรียกกันว่า เอนจิ้นเบรก (Engine Brake) โดยวิธีการทำงานของมันก็จะสังเกตในช่วงเวลาที่เราเปลี่ยนเกียร์จากเกียร์สูงลงมาเกียร์ต่ำ ซึ่งมันก็จะเป็นการช่วยชะลอความเร็วลงมาได้จุดหนึ่ง

แล้วปัญหาของระบบเบรกหลังแบบดรัมเบรกมันก็เกิดขึ้นเวลาที่ใช้งานจะเกิดการ ล็อค พร้อมมีเสียงดังออกมาด้วย ทำให้ล้อหลังหยุดสนิมจนบางครั้งที่ใช้ความเร็วสูงทำให้เกิดการสะบัดอย่างรุนแรง จนเป็นที่มารของการล้มคว่ำกันไป (ในกรณีผู้ขับขี่ตกใจและไม่สามารถควบคุมรถได้)

เมื่อนำรถเข้าไปใช้บริการให้ช่างซ่อมทำการแก้ไข โดยจะต้องทำการถอดวงล้อหลังออกมาจากแกนวงล้อ และตัวสวิง อาร์ม เพื่อที่จะได้ถอดเอาชุดเบรกหลังมาทำการกำไขปัญหาดังกล่าว โดยเมื่อตรวจสภาพของผ้าเบรกก็ยังสามารถทำหน้าที่ต่อไปได้อย่างไม่มีปัญหาตัวสปริงยึดผ้าเบรกทั้งสองชิ้นก็ไม่มีปัญหาอะไร แล้วตัวที่มีปัญหามันอยู่ตรงไหนกันแน่

สุดท้ายแล้วช่างก็สามารถที่จะพบปัญหาที่เกิดขึ้นคือ แกนตัวดันผ้าเบรก มีการฝืดมากจนทำให้เวลาที่ใช้เบรก แล้วจะไม่ลื่นไหลไปตามจังหวะที่ใช้เบรก เมื่อถึงจุดแล้วก็จะค้างแล้วทำใหเกิดล็อคขึ้นมา

สำหรับขั้นตอนการแก้ไขนั้น เมื่อถอดผ้าเบรกออกจากจุดยึด แล้วให้ใช้ลมเป่าเศษฝุ่นละอองออกจากตัวผ้าเบรกแล้วและชุดเพลาจุดยึด จากนั้นให้ใช้น้ำมันหล่อลื่นหรือใช้น้ำมันเอนกประสงค์หยดฉีดลงไปยังบริเวณแกนตัวดันผ้าเบรกเพื่อให้เกิดการลื่นไหลคล่องตัวมากยิ่งขึ้น นำเอาตัวผ้าเบรกมาประกอบเข้าไปยังที่เดิมแล้วใส่กลับลงไปยังเพลาวงล้อหลังพร้อมกับใส่แกนวงล้อ และน็อตยึดแล้วหมุนให้แน่น จากนั้นก็ทำการปรับระยะเบรกให้พอดีกับระยะที่ใช้งานได้แบบเต็มที่ เพียงเท่านี้อาการของ เบรกหลังล็อค ก็จะหายไป และจะกลับมาตอบสนองแก่ผู้ขับขี่ได้อย่างเต็มที่เหมือนเดิม
ที่มา www.motorbike.in.th

รถจักรยานยนต์ฮอนด้า อัดฉีดความแรงเร้าใจ ปลุกกระแสความมันส์ เดินเกมตลาด รถสปอร์ต กับ 'Honda CBR150R FI' รถสปอร์ตหัวฉีดตัวแรกของเ

รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ผู้นำอันดับหนึ่งตลาดรถจักรยานยนต์เมืองไทย ประกาศความสำเร็จสุดยิ่งใหญ่เป็นรายแรกกับยุทธศาสตร์การเปลี่ยนยุคแห่งการขับขี่สู่ยุคหัวฉีด ก้าวสู่ความเป็นผู้นำที่ทิ้งห่างคู่แข่งขัน ด้วยการพัฒนามอเตอร์ไซต์หัวฉีดได้หลากสไตล์ ครองใจผู้บริโภคได้ครบทุกเซ็กเมนต์ โดยล่าสุดวันนี้! กับการอัดฉีดกลยุทธ์ความแรงหัวฉีดในเซกเมนต์ใหม่ล่าสุดกับยนตรกรรมสปอร์ตเร้าใจรุ่น “Honda CBR150R FI” ครั้งแรกของเมืองไทยกับรถสปอร์ตเครื่องยนต์ 150 ซีซี ขุมพลังหัวฉีด PGM-FI รูปโฉมดีไซน์ใหม่ให้อารมณ์เดียวกับรถสปอร์ตคันเท่ระดับโลก หวังปลุกกระแสความเร้าใจของตลาดรถสปอร์ตในเมืองไทยให้กับมาโหมกระหน่ำอีกครั้ง โดยตั้งเป้าการจำหน่ายของรถสปอร์ตรุ่นนี้ที่ 10,000 คันต่อปี ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 75,900 บาท พร้อมเตรียมเผยโฉมอย่างเป็นทางการ และเปิดให้ทดลองขับยนตรกรรมสปอร์ตสุดร้อนแรงคันใหม่นี้ได้ที่งาน “Big Fun Fest by Honda” มหกรรมความมันส์ สนุก สุดเซอร์ไพรส์ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน (หัวหมาก) วันที่ 30 ตุลาคมนี้ แฟนมอเตอร์ไซต์ตัวจริง ไม่ควรพลาด!

มร.จิอากิ คาโต ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยถึงกระแสการกลับมาของรถสปอร์ตของเมืองไทยในครั้งนี้ว่า “การวางจำหน่าย All new Honda CBR150R FI ในครั้งนี้ คืออีกหนึ่งความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของฮอนด้า โดยการรุกตลาดรถสปอร์ตหัวฉีดนี้ทำให้กลยุทธ์และเจตนารมณ์ในการเปลี่ยนแปลงยุคแห่งการขับขี่ สู่ระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI ของฮอนด้าประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ โดยฮอนด้าสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ทั้งตลาด ไม่ว่าจะเป็นในตลาดประเภทรถ เอ.ที, รถครอบครัว และล่าสุดวันนี้กับตลาดรถสปอร์ต ซึ่ง Honda CBR150R FI ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญที่ฮอนด้าจะปลุกกระแสตลาดรถสปอร์ตของเมืองไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยฮอนด้า ซีบีอาร์ 150 อาร์ FI ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตลาดรถจักรยานยนต์ประเทศไทยโดยเฉพาะ การพัฒนาได้คำนึงถึงความต้องการของลูกค้าชาวไทยเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งการพัฒนาติดตั้งขุมพลังเครื่องยนต์ใหม่ ตลอดจนเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ใหม่ให้เป็น Image รถบิ๊กไบค์ระดับโลกรอบคัน เรามีความตั้งใจว่า ลูกค้าจะรู้สึกได้ถึงความยินดีในรูปแบบสปอร์ตมากยิ่งขึ้น และมั่นใจว่าการปรากฏโฉมของ All New Honda CBR150R FI นี้จะสร้างความพึงพอใจอย่างล้ำลึกให้กับลูกค้าที่รอคอยมาอย่างยาวนานได้แน่นอน”

สำหรับความแรงเร้าใจของ Honda CBR150R FI รถจักรยานยนต์ซีตี้สปอร์ตหัวฉีดตัวแรกของเมืองไทยคันนี้ ได้อินไซต์ของคนที่มีใจรักความแรง และความท้าทายเป็นพื้นฐาน อย่างนักแข่งรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก “ฟีม รัฐภาคย์ วิไลโรจน์” หนุ่มนักบิดหนึ่งเดียวของชาวไทย สายเลือดนักแข่งสายพันธุ์แท้ มาร่วมถ่ายทอดสไตล์ความร้อนแรงในการขับขี่รถสปอร์ตหัวฉีด ที่เต็มเปี่ยมด้วยสมรรถนะความแรง และความคล่องตัว โดยฮอนด้าเชื่อว่าภาพลักษณ์ด้านความท้าทายของ “ฟีม” ที่มีต่อเวทีระดับโลกจะช่วยส่งเสริมความเป็นมอเตอร์สปอร์ตของ Honda CBR150R FI ให้โดดเด่นมากขึ้น ภายใต้แนวคิดทางการสื่อสารการตลาดของรถสปอร์ตร้อนแรง “True Blood of Sport Spirit สปอร์ตเร้าใจ...สายพันธุ์แท้” Honda CBR150R FI นอกจากเป็นรถสปอร์ตหัวฉีด PGM-FI ในระดับ 150 ซีซี ตัวแรกของประเทศไทยแล้ว ยังมาพร้อมมาตรฐานเครื่องยนต์ DOHC 4 วาล์ว 6 เกียร์ ระบายความร้อนด้วยน้ำพร้อมพัดลมไฟฟ้าอัตโนมัติ ปฏิวัติรูปโฉมใหม่ทั้งหมด กับรูปทรงเท่สไตล์สปอร์ตที่มาพร้อมมาดเข้มดุดันมากขึ้นกับ Sporty Full Cowling เท่ทรงพลังตั้งแต่หน้ากากจรดไฟหน้า กับถังน้ำมันขนาดใหญ่ ที่จุน้ำมันได้มากขึ้นถึง 13 ลิตร, ครั้งแรกกับนาฬิกาดิจิตอลบนหน้าปัดเรือนไมล์สุดหรู ที่แสดงผลบนจอ LCD พร้อมระบบ ODO Meter วัดระยะการเดินทาง และอุปกรณ์มาตรฐานเดียวกับรถสปอร์ตชั้นสูงระดับโลกรอบคัน พร้อมเผยโฉมความร้อนแรงแบบสปอร์ตตัวจริงด้วยกันถึง 3 สี หลากสไตล์ ได้แก่ Sporty R.W.B (แดง-ขาว-น้ำเงิน) มาดสปอร์ตเท่ให้อารมณ์สายพันธุ์นักแข่ง, X-Treme RED (แดง) สปอร์ตจัดจ้าน ร้อนแรง และ Night Black (ดำ) สปอร์ตมาดเข้ม ดุดันทุกการเคลื่อนไหว
ที่มา www.motorbike.in.th

รถมอเตอร์ไซค์ กับปัญหาเรื่องลมยาง เพื่อความปลอดภัย


ลมยางน้ำหนักรถจักรยานต์ยนต์ และความเร็วของรถจักรยานยนต์ล้วนมีผลต่อการเกิดความร้อนภายในยาง เพิ่มความปลอดภัยด้วยการหมั่นตรวจเช็ค และใช้งานในระดับที่เหมาะสมอยู่เสมอ
เห็นผิดปกติ รีบคิดซ่อมแซม

หากยางรถจักรยานยนต์มีลมรั่วซึมผิดปกติ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดควรรีบตรวจสอบและทำการซ่อมแซม อุดรอยรั่ว หรือเปลี่ยนใหม่ทันทีหากไม่ปลอดภัย
ดูแลให้ดี หลีกหนีความเสี่ยง

ความร้อนภายในยาจากการเสียดสีอย่างรุนแรง และจากการยืดและกดสลับกันไปมาของแก้มยาง โดยเฉพาะในยางอ่อนอาจทำให้ยางระเบิดเป็นอันตรายได้
เพิ่มลมอีกนิด ถ้าคิดขับไกล

เมื่อต้องขับรถทางไกลเป็นเวลานาน หรือใช้ความเร็วสูง เพิ่มลมยางขึ้นอีก 3-4 ปอนด์ / ตร.นิ้ว ความร้อนภายในยางจะลดลง ทำให้การขับขี่ปลอดภัยมากขึ้น
ยางใหม่ ให้เช็คบ่อยๆ

ยางใหม่ในช่วงแรกๆ จะมีการขยายตัวของโครงยาง ทำให้ความดันลมยางลดลงกว่าปกติ จึงควรหมั่นตรวจเช็คลมยางให้บ่อยๆ ครั้งขึ้น เพื่อความปลอดภัย
หมั่นเช็คลมยาง สร้างนิสัย

ตรวจเช็คและปรับแต่งลมยางให้ถูกต้อง ขณะที่ยางยังเย็นอยู่ ตามคำแนะนำในคู่มือประจำรถเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละครั้ง
ถ้าอยากรู้ลองถามดู

หากมีการใช้งานนอกเหนือภาวะปกติ จะเติมลมยางแค่ไหน ลองปรึกษาขอคำแนะนำจากร้านซ่อมศูนย์บริการ ผู้เชี่ยวชาญ หรือบริษัทผู้ผลิตยาง
อย่าตื่นตกใจเมื่อลมยางสูงขึ้น

ห้ามปล่อยลมยางออก เมื่อความดันลมยางขึ้นสูเนื่องจาก ความร้อนจากการใช้งานเพราะเมื่อยางเย็นตัวลง ลมยางจะกลับสู่สภาวะปกติ
หากไม่รู้ดูจากคู่มือ

เติมลมยางเท่าไหร่ดีล่ะ จึงจะเหมาะสมสำหรับการใช้งานปกติ ความดันลมยางที่เหมาะสม จะระบุอยู่ในคู่มือประจำรถหรือถุงบรรจุผลิตภัณฑ์ยางใน
ยางมากไป อาจไม่ปลอดภัย

ลมยางมากเกินไป พื้นที่สัมผัสกับผิวถนนจะลดลง รถอาจลื่นไถลได้ง่าย อายุยางก็ลดลง และยางจะยืดหยุ่นตัวได้น้อย อาจจะระเบิดได้ง่ายเมื่อถูกตำทะลุหรือกระแทกแรงๆ
ลมยางน้อยไป ไม่ใช่เรื่องดี

ลมยางน้อยเกินไป ทำให้ยางสึกหรอเร็วกว่าปกติ และอาจจะระเบิดได้ง่าย อายุการใช้งานของยางลดลง และทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วย
ลมยางพอเหมาะเพิ่มความปลอดภัยและประหยัด

ลมยางนับเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการขับขี่บนท้องถนน ความดันลมยางที่เหมาะสมกับรถช่วยลดอุบัติเหตุ และประหยัดน้ำมัน
ที่มา www.motorbike.in.th

การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง รถมอเตอร์ไซค์


สำหรับเพื่อนๆ ที่ยังไม่เคยเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เรามาลองทำดู เรามีเทคนิคเล็กน้อยๆ ในการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องซึ่งไม่ยากเกินไปมาฝากในวันนี้

ก่อนอื่นก็ต้องมาทำความเข้าใจในเรื่องของการถ่ายน้ำมันเครื่อง กันก่อนว่าทำไมเราต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องด้วย แล้วมันมีผลดีอย่างไรกับเจ้ารถจักรยานยนต์สุดรักของท่าน เมื่อเปลี่ยนน้ำมันเครื่องแล้ว หรือถ้าไม่เปลี่ยนจะมีผลเสียอย่างไร
ผลดีของการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง

ทำให้ช่วยลดการสึกหลอของส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ที่เกิดขึ้น ไม่ให้ชิ้นส่วนบางชิ้นเสียหายมากไป
เป็นการยืดต่ออายุการใช้งานให้กับตัวเรา เพราะรถเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน เราจำเป็นต้องใช้อยู่เสมอ ดังนั้นต้องหมั่นรักษาเครื่องยนต์
ทำให้เครื่องยนต์สะอาด
ทำให้ห้องเผาไหม้มีน้ำมันเครื่องที่สะอาดไปเลี้ยงอยู่เสมอ และลดอาการลูกสูบติด
ทำให้เสียงภายในห้องเครื่องเงียบ

ผลเสียของการไม่เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง หรือการที่ทำน้ำมันเครื่องแห้ง
ถ้าน้ำมันเครื่องน้ยอเกินไปจะทำให้รถของท่านเกิดเสียงดัง
หากน้ำมันเครื่องไม่เคยเปลี่ยน เติมเพียงอย่างเดียว ผลเสียคือจะมีสิ่งสกปรกตกค้างอยู่ใต้แคร้งเครื่อง
น้ำมันเครื่องที่ขาดหายไปอาจทำให้น้ำมันเครื่อง ส่วนที่ขึ้นไปเลี้ยงลูกสูบไม่พอทำให้เกิดอาการลูกสูบติดได้
ส่วนสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือน้ำมันเครื่องน้อยส่งผลต่อแคมชาร์ฟ เพราะน้ำมันขึ้นไปเลี้ยงแคมชาร์ฟน้อย และวาล์ว อาจเกิดอาการแคมชาร์ฟไหม้ได้
อายุการใช้งานสั้นลง
นั่นก็คือข้อดี และข้อเสียเกี่ยวกับน้ำมันเครื่อง เราจึงควรเช็คน้ำมันเครื่อง เพราะการเช็คน้ำมันเครื่องนั้นมันไม่ยากเลย ซึ่งก็มีวิธีการดังต่อไปนี้
เมื่อไม่แน่ใจว่าน้ำมันเครื่องในห้องเครื่องมีมากหรือน้อยเพียงใด ให้จอดรถไว้ซักพักหนึ่ง แล้วตั้งขาตั้งรถให้ตรง เพื่อให้น้ำมันเครื่องที่เกาะอยู่กับชิ้นส่วนต่างๆ ไหลลงมายังก้นแคร้งเครื่องยนต์ของท่าน
หลังจากนั้นใช้มือ หรือถ้าเปิดไม่ออกให้ใช้คีบเปิดฝาน้ำมันเครื่องออก แล้วหาผ้าที่สะอาดเช็ดฝาวัดน้ำมันเครื่อง ต้องใช้ผ้าเช็ดน้ำมันเครื่องให้หมด เพราะมองแล้วจะได้รู้ว่าน้ำมันเครื่องมีมากหรือน้อย
เมื่อเช็ดฝาวัดน้ำมันเครื่องงอให้ใช้ฝาวัดน้ำมันเครื่อง จุ่มลงไปช่องเติมน้ำมันเครื่องแล้วหมุนปิดให้สนิท แต่ไม่ต้องแน่นมาก แล้วเปิดออกมาเช็คดูว่าน้ำมันเครื่องมีหรือไม่ สังเกตได้จากมาร์คของฝาปิดน้ำมันเครื่องเพราะฝาปิดน้ำมันเครื่อง มีปลายวัดน้ำมันเครื่องให้ดูว่าอยู่ตรงมาร์คหรือไม่ มีน้ำมันเครื่องมากหรือน้อย ถ้ามีปริมาณก็เติมลงไปให้พอดีกับมาร์คที่ฝาวัดน้ำมันเครื่อง แต่อีกอย่างหนึ่งให้สังเกตดูว่าสีของน้ำมันเครื่องเป็นสีอะไร ถ้าสียังใสอยู่ให้เติมลงไปอย่างเดียวก็พอ แต่สำหรับสีขุ่นดำนั้นให้เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเลยจะดีกว่า และดีที่สุด เอาเป็นว่าไหนๆ เราก็เช็คน้ำมันเครื่องแล้ว ก็มาถ่ายน้ำมันเครื่องกันต่อเลยดีกว่า เพื่อเครื่องยนต์ที่ดีขึ้น และอยู่กับเราไปนานๆ
การเตรียมอุปกรณ์สำหรับเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง - มันเครื่อง 1 ขวด, ประแจเบอร์ 17, ถาดใส่น้ำมันเครื่องที่ถ่ายจากเครื่องยนต์, ผ้าสะอาด
นำถาดใส่น้ำมันเครื่องมาลองใต้เครื่องยนต์
จากนั้นใช้ประแจเบอร์ 17 ไขน็อตที่อยู่ใต้เครื่องยนต์ออกเสียก่อน เพื่อให้น้ำมันเครื่องไหลลงสู่ถาดที่เตรียมไว้ แล้วทิ้งไว้สักพักหนึ่งเพื่อให้น้ำมันเครื่องไหลออกให้หมด
ใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดน็อตปิดน้ำมันเครื่องให้สะอาด เพื่อไม่ให้เศษดินที่ติดมาเข้าไปในใต้แคร้งเครื่อง แล้วปิดเข้าไปดังเดิม แต่ที่สำคัญต้องไขให้แน่นๆ เข้าไว้ เพราะถ้าไม่แน่นเครื่องยนต์สั่นขณะทำงานแล้วจะทำให้น็อตคลาย
จากนั้นเติมน้ำมันเครื่องลงไป ส่วนน้ำมันเครื่องที่เติมนั้นไม่ควรเติมให้หมดขวด ควรดูปริมาตรของเครื่องยนต์ว่าใส่เท่าไร แต่ส่วนมากจะใส่ประมาณ 0.7 ลิตร คือไม่ถึงลิตร สำหรับเครื่องยนต์ผู้ที่ติดออยคูลเลอร์ควรใส่เกินนิดนึง เพราะว่าน้ำมันเครื่องจะดันขึ้นไปหาออยคูลเลอร์ แล้วจึงมาเลี้ยงฝาสูบ
เมื่อเปิดฝาน้ำมันเครื่องเสร็จแล้วเช็คน้ำมันเครื่องอีกรอบ แล้วปิดฝาให้แน่น และลองสตาร์ทเครื่องทิ้งไว้สักพักฟังเสียงว่า น้ำมันเครื่องไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ครบหรือไม่ คือเสียงเครื่องยนต์เงียบ
ที่มา www.motorbike.in.th

เรื่องของ โซ่ ไม่ใช่เรื่องเบาๆ แต่กลับเป็นเรื่องหนักๆ


คนใช้รถจักรยานยนต์ระบบเกียร์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องโซ่มากนัก เพราะคิดไม่ถึง ลองมาทางนี้ซิ แล้วจะรู้ว่า โซ่ ขับเคลื่อน มีหน้าที่หนักปานใด สมรรถนะของเครื่องยนต์ที่ขับพลังแรงม้าออกสู่วงล้อด้วยการบิดคันเร่ง เป็นสิ่งที่ท้าทายของ นักบิด หน้าใหม่รุ่นเก่าอย่างที่ไม่มีใครเคยปฏิเสธได้เลยแม้แต่น้อย แต่จะมีใครสักกี่คนที่จะรู้ซึ้ง ถึงสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่ถ่ายทอดออกมาว่ามีอุปกรณ์กี่ชิ้นส่วน สิ่งหนึ่งที่เข้าแทรกเป็นตัวกลางเพื่อตอบสนองการทำงานของเครื่องยนต์ไม่ได้ประสิทธิภาพสนองตอบต่อแรงบิดคันเร่งเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

สเตอร์และโซ่ คือ ตัวกลางแห่งความเร็วแรงที่ท้าทายความรู้สึกของนักบิด ทั้งหลายโดยเฉพาะ โซ่ ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญมากที่จะเป็นผู้ส่งผ่านกำลังของเครื่องยนต์สู่วงล้อ ให้เกิดแรงเหวี่ยง หมุนรอบตัวเองรอบแล้วรอบเล่า ทั้งในย่านความเร็วสูงสุดหรือ เริ่มขยับออกจากสภาพหยุดนิ่ง

โซ่ ถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่ต้องมีคุณภาพสูงสุดเพื่อตอบสนองการทำงานของเครื่องยนต์ ที่ถ่ายทอดออกมาอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เช่นกัน หน้าที่ของ โซ่ ไม่เพียงแค่ขับเคลื่อนพละกำลังของเครื่องยนต์ที่มองเห็นแค่เพียงภายนอกอย่างเดียว แต่ความสลับซับซ้อนภายในของเครื่องยนต์อันทรงพลังยังมี โซ่ซับเสียง เป็นตัวกลางในการทำงานของเครื่องยนต์ให้จบขบวนการ และขั้นตอนการทำงานก่อนส่งกำลังสู่สเตอร์เพื่อผลักดันให้ โซ่ และ สเตอร์ ทำงานควบคู่ในการฉุดให้วงล้อหมุนต่อไป

ความสำคัญและหน้าที่ของโซ่มีความใหญ่หลวงเลยทีเดียวซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น โซ่ ขับเคลื่อนแต่ละเส้นจึงต้องผ่านระบบขั้นตอนการผลิตการปั้มขึ้นรูปด้วยเครื่องจักรกลอันทันสมัยที่ได้รับมาตรฐานสากลและเนื้อเหล็กต้องมีคุณสมบัติพิเศษที่ดีที่นำมาผลิตตามมาตรฐานสากล

ชนิดของโซ่ ซึ่งจะมีแบบขับเคลื่อนมาตรฐานคือ โซ่เบอร์ 428 และ โซ่ 428 H อีกรุ่นหนึ่ง (428 ข้อหนา) เพื่อตอบสนองความแรงของเครื่องยนต์ในรถจักรยานยนต์ที่มีปริมาตรกระบอกสูบ (cc.) สูงๆ โซ่เบอร์ 428 H มีความแตกต่างที่แผ่นปะกับด้านข้างมีความหนากว่ารุ่นโซ่ 428 เล็กน้อย

และที่ถือเป็นขวัญใจนักบิด นักแข่งรถ ทั้งทางตรง ทางเรียบ หรือทางฝุ่นคือ รุ่น 415 และ 420 ซึ่งเป็น โซ่ขับเคลื่อนที่มีขนาดความกว้างของเส้นเล็กกว่ารุ่นปกติ ส่วนใหญ่โรงงานที่มีเครื่องมือที่ทันสมัยในผลิตจะมีขั้นตอนการปั้มขึ้นรูปของปลอกสลักแบบไร้รอยต่อสลักข้าง หนาเพิ่มขึ้นจากรุ่นปกติลูกกลิ้งมีความกลมและมีการตอกสลักเข้ากับลูกกลิ้งด้วยกรรมวิธีอันทันสมัย ซึ่งทำให้เกิดความไหลลื่นเพื่อช่วยการถ่ายกำลังให้ได้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ที่ส่งออกมาให้ได้มากที่สุดและ เพื่อเสริมความสวยงาม โซ่รุ่น 415 และ 420 ได้ วิวัฒนาการสีของ โซ่ เป็นสีทอง และ สีเงิน และอื่นๆ ตามความนิยมของนักบิด
ที่มา www.motorbike.in.th

ระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI Fuel Injection ของ Honda


ระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI (Programmed Fuel Injection) เป็นสิทธิบัตรเทคโนโลยีซึ่งเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของฮอนด้า ช่วงเริ่มแรกของการพัฒนานั้นเป็นระบบหัวฉีดที่ติดตั้งใช้งานในรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ (Big Bike) และเป็นระบบเดียวกับที่ใช้ในรถยนต์ ต่อจากนั้นระบบนี้ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เหมาะสมกับรถจักรยานยนต์ จนกระทั่งในปี 2546 ฮอนด้าก็ประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI สำหรับการติดตั้งใช้งานในรถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก ซึ่งนับเป็นเทคโนโลยีระบบหัวฉีด PGM-FI รุ่นแรกสำหรับรถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก และพัฒนาต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันนี้

ระบบ PGM-FI สำหรับรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กรุ่นที่ 1 นั้น นำมาติดตั้งใช้งานในรถจักรยานยนต์ฮอนด้าแบบครอบครัว รุ่น Honda Wave 125i เมื่อปี 2546 ซึ่งส่งผลให้เป็นรถจักรยานยนต์แบบครอบครัวรุ่นแรกของโลกที่ได้รับการติดตั้งระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI หลังจากนั้นในปี 2548 ระบบ PGM-FI ก็ได้รับการพัฒนาสู่ยุคที่ 2 ด้วยการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างให้มีความซับซ้อนน้อยลงและยังคงติดตั้งใช้งานในฮอนด้า รุ่น Honda Wave 125i

ในปี 2551 จัดเป็นยุคที่ 3 ของการพัฒนาระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI สำหรับรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กในประเทศไทย ซึ่งการพัฒนาในครั้งนั้นส่งผลให้ระบบ PGM-FI เป็นเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำนำสมัยและมีประสิทธิภาพสูงทั้งในด้านการประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น ตลอดจนให้สมรรถนะเครื่องยนต์สูงขึ้น โดยระบบ PGM-FI แบบใหม่นี้ จะเป็นการปฏิวัตินำเข้าสู่ยุคใหม่ของการขับขี่ที่ใส่ใจในความประหยัด รวมทั้งห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถจักรยานยนต์ฮอนด้า และจนถึงปัจจุบันนี้ทางฮอนด้าได้พัฒนาระบบ PGM-FI เพื่อใช้กับรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ทุกรุ่น

โครงสร้างระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI
ระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI ทำงานโดยมีการควบคุมและสั่งการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ อันเปรียบเสมือนกับสมองกลอัจฉริยะ ECU (Engine Control Unit) พร้อมด้วยกลไกต่างๆ ที่เป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ส่งผลให้การคำนวณอัตราการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงมีความเที่ยงตรงและแม่นยำ ทำให้มีอัตราประหยัดน้ำมันสูง ในขณะเครื่องยนต์ทำงานเต็มประสิทธิภาพตอบสนองทุกความต้องการของผู้ขับขี่ด้วยแรงบิดที่ดีเยี่ยม และให้สมรรถนะสูง รวมทั้งยังเผาไหม้สมบูรณ์หมดจดและมีไอเสียสะอาดโดยกลไกสำคัญต่างๆ ในระบบ PGM-FI ประกอบด้วย

ECU (Engine Control Unit) หรือ กล่องควบคุมการทำงานของระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI อันเปรียบเสมือนเป็นสมองกลของเครื่องยนต์ ซึ่งทำงานโดยประมวลข้อมูลที่ส่งมาจากอุปกรณ์ตรวจวัด หรือเซ็นเซอร์ต่างๆที่มีทั้งหมด 6 ตัวด้วยกัน ประกอบด้วย เซ็นเซอร์ตรวจเช็คอัตราการบิดคันเร่ง, อุณหภูมิอากาศ, แรงดันในท่อไอดี, อุณหภูมิน้ำหล่อเย็น, ความเร็วรอบเครื่องยนต์ และปริมาณออกซิเจนบริเวณท่อไอเสีย เพื่อคำนวณและควบคุมการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเหมาะสม พร้อมกำหนดจังหวะจุดระเบิดให้สอดคล้องกับสภาวะการทำงานของเครื่องยนต์ เพื่อให้ประสิทธิภาพสูงสุดในการจุดระเบิด ซึ่งทำให้เครื่องยนต์มีอัตราเร่งดี มีการเผาไหม้อย่างหมดจด และไม่สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงหัวฉีด มีขนาดกะทัดรัด พร้อมรับการออกแบบให้ติดตั้งในตำแหน่งที่สามารถฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยวางในแนวดิ่ง ตั้งฉากกับพื้น
ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง ได้รับการออกแบบให้ล้ำสมัยด้วยขนาดกะทัดรัด ทั้งนี้เพื่อให้การติดตั้งง่ายและสะดวกรวมทั้งแน่นสนิทในเครื่องยนต์ขนาดเล็ก และที่สำคัญได้รับการออกแบบให้เพิ่มแรงดันน้ำมันมากขึ้น เพื่อสร้างประสิทธิภาพสูงสุด

เพลาข้อเหวี่ยงแบบมีระยะเยื้องศูนย์ (Offset) ส่งผลให้กระบอกสูบเลื่อนต่ำลงและมีพื้นที่สำหรับวางระบบหัวฉีด โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดเครื่องยนต์ ช่วยลดแรงเสียดทานทำให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น

เซ็นเซอร์ตรวจจับปริมาณออกซิเจน (Heaterless Oxygen Sensor) เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะของฮอนด้า โดยเซ็นเซอร์ตัวนี้ทำหน้าที่ตรวจจับออกซิเจนในไอเสีย ซึ่งติดตั้งที่บริเวณฝาสูบ (Cylinder Head) และการติดตั้งบริเวณดังกล่าวนั้น ส่งผลให้โครงสร้างเครื่องยนต์มีขนาดกะทัดรัด รวมทั้งมีประสิทธิภาพในการตรวจจับออกซิเจน ช่วยให้ไอเสียสะอาดยิ่งขึ้น

ระบบกรองไอเสียทรงประสิทธิภาพ (Catalyzer) เป็นระบบกรองไอเสียแบบรังผึ้ง (Metal Honeycomb) ที่ได้รับการออกให้มีจำนวนเซลล์มากถึง 300 เซลล์ เพื่อประสิทธิภาพการกรองที่ดีขึ้น ให้ไอเสียสะอาดขึ้นกว่าเดิม
ที่มา www.motorbike.in.th

ฮอนด้าเวฟ 110 ไอ ใหม่ - หนึ่งเดียวที่หนึ่งแห่งผู้นำความประหยัด ชูความสุขสีสันใหม่ผ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ให้ทุกครอบครัวไทย


รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ผู้นำตัวจริงยอดขายอันดับหนึ่งตลาดรถจักรยานยนต์เมืองไทย เดินเครื่องสู้ภาวะเศรษฐกิจส่งรถจักรยานยนต์ยอดนิยมตลอดกาลประเภทรถครอบครัว "ฮอนด้าเวฟ 110 ไอ" ลายใหม่! ลงสนามตอกย้ำความเป็นที่หนึ่งของสุดยอดสมรรถนะแห่งความประหยัดในแนวคิด ทางการตลาด "ฮอนด้าเวฟ 110 ไอ ใหม่...เซฟทุกกิโลไมล์ สุขใจทุกกิโลเมตร"

โดยความประหยัดสดใหม่ในครั้งนี้ มาด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่น 9 สีด้วยกัน คือ รุ่นดัมเบรก สตาร์ทเท้า สีน้ำเงิน-ดำ และสีน้ำตาล-ดำ, รุ่นดิสก์เบรกหน้า สตาร์ทเท้า สีแดง-ขาว, สีดำ-แดง, สีน้ำเงิน-ดำ และสีดำ-ขาว, รุ่นดิสก์เบรกหน้า สตาร์ทมือ สีแดง-เทา, สีขาว-แดง และสีน้ำเงิน-เทา ภายใต้เครื่องยนต์ระบบหัวฉีด PGM-FI สามารถแวะชมและสัมผัสผู้นำความประหยัดของจริงได้ที่ร้านผู้จำหน่ายรถ จักรยานยนต์ฮอนด้าทั่วประเทศ ใกล้บ้านคุณ
ที่มา www.motorbike.in.th

Kawasaki D-Tracker 250 Urban Style Motard

รถโมตาร์ดสำหรับชีวิตเมือง ด้วยสไตล์ที่เฉียบคม กับสมรรถนะที่จัดจ้านในเมือง พร้อมคุณสมบัติที่ครบครัน ที่จะพาคุณสนุกได้กับทุกเส้นทาง และล่าสุดกับการขับขี่รูปแบบใหม่ที่ Kawasaki หยิบความตื่นเต้นในการขับขี่มาใส่ในอารมณ์ผู้ขับขี่ด้วยรถรูปแบบ โมตาร์ด ซึ่งหลายคนคงได้มีพื้นความรู้เรื่องรถประเภทนี้กันไปบ้าง แต่ก่อนมาโอกาสที่จะสัมผัสรถที่เกิดมาเป็นรถโมตาร์ดแท้ๆ นั้นยังค่อนข้างยาก เมื่อ Kawasaki ปล่อย Kawasaki D-Tracker 250 ออกมาสู่ตลาด ทำให้ความน่าสนใจถูกดันขึ้นขีดสุด ทั้งรูปลักษณ์ที่เป็นของใหม่ และเครื่องยนต์เพอร์เฟคจากชุดเดียวกับ Kawasaki KLX 250 ทุกกระเบียดนิ้ว ลงมาติดตั้งทำให้ทั้ง Kawasaki D-Tracker 250 และ Kawasaki KLX 250 นั้นให้อัตราเร่งที่ได้ออกมาเป็นแบบอย่างเดียว ที่เหลือจึงเป็นทางเลือกกว่าคุณเองต้องการสไตล์ไหนเท่านั้นเอง

สิ่งที่เราเห็นดีด้วยมากๆ กับการให้อัตราทดที่ขี่ได้สนุกในเมือง มันไม่ได้ปั่นแรงบิดหมาศาลในเกียร์ต่ำเหมือนรถ Off Load กลายพันธุ์ทั่วๆ ไปแต่มันสร้างพาวเวอร์แบรนด์ขนาดกว้าง ทำให้เราไม่รู้สึกจุกจิกกับการใช้งานมัน การเดินทางบนถนนเส้นยาวๆ หรือจังหวะการขับขี่ในเมืองที่ไม่ต้องพะวงกับเกียร์ที่มีช่วงชิดเกินไปจนต้องเปลี่ยนเกียร์กันบ่อย ซึ่งจากการขับขี่รอบเมืองในช่วงรถติดเราใช้เกียร์ 3 เพื่อมุดไปตามช่องว่าง และเกียร์ 4 ในการขับขี่แบบยาวๆ บนทางโล่งในเมือง

การขับขี่สนุกควบคุมง่ายด้วยสัดส่วนความสูงที่ต่ำกว่า Kawasaki KLX 250ที่ 65 มม. ดูจะเป็นทางออกสำหรับผู้ขับขี่ไซน์เอเชียเป็นอย่างดี Handlebar ทรงเตี้ยและแคบกว่าเพื่อความสะดวกของการขับขี่ในเมือง ด้วยเทคโนโลยีเลือนไมล์ดิจิตอล ทำให้รูปลักษณ์โดยรวมนั้นมีความทันสมัย หน้าตาที่ดูเหมือน Kawasaki KLX 250 ทำให้มันดูดุดันยามเคลื่อนตัวไปตามท้องถนน ซึ่งกำลังเครื่องยนต์ 250 ซีซี. ที่เซ็ทมาอย่างละเอียดแล้วทำให้การขับขี่ในเมืองสะดวกสบายด้วยกำลังเครื่องยนต์ที่กว้างรอบเครื่องยนต์เรียบ เสียงรบกวนน้อยมาก แต่แรงบิดที่มีนั้นทำให้ขับขี่สนุกในทุกๆ ที่โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นเมืองใหญ่หรือทางโหดๆ

การเดินทางไกลกับ Kawasaki D-Tracker 250 นั้นถือว่าดีพอใช้ ความเร็วที่ทำได้ไม่แตกต่างจาก Kawasaki KLX 250 การยึดเกาะมีภาษีดีกว่าเพราะเป็นยางทางเรียบ ซึ่งในทางกลับกัน Kawasaki D-Tracker 250 ลุยในทางโหดได้แต่ก็ไม่ดีเท่ากับ Kawasaki KLX 250 แน่นอน ตรงส่วนนี้จึงเป็นการได้เปรียบกันไปคนละข้อ สำหรับการเข้าโค้งมากๆ ของ Kawasaki D-Tracker 250 นั้นทำได้สนุกและมั่นใจได้มากทีเดียว ช่วงรถที่มีมุดเอียงแผงคอที่แตกต่างจาก Kawasaki KLX 250 ทำให้การเข้าและออกโค้งนั้นค่อนข้างให้ความกระชับและคล่องแคล่วเหมือนรถสปอร์ตด้วยรูปทรงสามารถที่จะใช้การเข้าโค้งแบบลีนเอ้าท์ ก็ดูดี ลีนอิน ก็ไม่ขัดเขิน จึงเป็นรถที่ค่อนข้างตอบสนองได้กว้างมากๆ กับคนหลายๆ กลุ่ม

จุดเด่น
ยางเรเดียลแบบสปอร์ต ที่ให้ความสนุกกับถนนทุกเส้นทาง ควบคุมง่ายและนุ่มนวล
ลายกราฟฟิค ลายกราฟฟิคบ่งบอกถึงบุคลิกที่แตกต่างด้วยความเรียบเท่ แฝงด้วยความเฉียบคมของเส้นสายการดีไซน์ที่ผสมกลมกลืนไปกับเส้นสายบนตัวรถอย่างลงตัว
จานดิสก์เบรกหน้าแบบอิสระ เพิ่มประสิทธิภาพการหยุดได้อย่างมั่นใจและลดระยะการเบรกด้วยระบบจานเบรกอิสระ (โฟรทติ้ง) เช่นเดียวกับรถ Big bike
แฮนด์บาร์ทรงเตี้ย เพื่อผลการขับขี่ตอบสนองรูปแบบทางเรียบได้ดียิ่งขึ้นกับแฮนด์บาร์ทรงเตี้ยและแคบลง เพื่อความคล่องตัวในเมืองและความสวยงามที่ลงตัว
พักเท้าแบบยางลอง เพื่อลดความดุดันและดูหรูหรามีสไตล์ในชีวิตเมือง จึงเลือกใช้พักเท้าแบบเสริมยางรองกันสะเทือนและเสริมความนุ่มนวลยามขับขี่
กระจกมองข้ามแบบเหลี่ยม เพื่อความสมดุลด้านการออกแบบและเพิ่มวิสัยทัศน์ในการมอง จึงมีการใช้กระจกเหลี่ยมเพื่อการสังเกตเห็นรถจำวนมากในเมือง
ที่มา www.motorbike.in.th

2011 Triumph Street Triple R - สุดยอด บิ๊กไบค์


Triumph Street Triple R ได้รับการออกแบบและพัฒนาออกมาเพื่อลดช่องว่างในตลาดรถแน็กเก็ตสไตล์ เพื่อนักบิดที่ไม่ได้ต้องการเครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่โตมากนัก กับพละกำลังมากมายนัก แต่ต้องเปี่ยมไปด้วยความคล่องแคล่ว คล่องตัว ในราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งทั้งหมดนั้นก็ผสมผสานกันได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว จากเครื่องยนต์ต้นกำลังที่เป็นแบบ 3 สูบแถวเรียง ขนาดความจุ 675 ซีซี. ที่ทางต้นสังกัดเคลมตัวเลขแรงม้าสูงสุดเอาไว้ 106 hp ที่ 11,700 รอบ / นาที กับแรงบิดสูงสุด 68 Nm ที่ 9,200 รอบ / นาที บนห่นทรงของรถเปลือยอกคลาสกลางที่มีน้ำหนักตัวเพียง 189 kg ความสูงของเบาะนั่งก็แค่เพียง 800mm ซึ่งถือว่ากำลังเหมาะกับรูปร่างของนักบิดโซนเอเชียบ้านเราพอดี ส่วนราคาก็เปิดมาแถว 6 แสนกว่าๆ เท่านั้น

กับข้อแนะนำในความโดดเด่นเรื่องของความคล่องตัว และควบคุมได้ง่าย เราเคยพิสูจน์ความจริงกันมาแล้ว โดยเริ่มจากบนหนทางในเมืองก่อน ในสถาพการจราจรที่แออัดสุดคลาสสิกของ กทม. เรา และนักทดสอบอีกหลายคนที่เคยลองต่างบอกเล่าถึงความรู้สึกสุดเท่ห์ของ Street Triple R ว่ามันเพรียวบาง ตำแหน่งวางท่อนแขนขาอยู่ในท่วงทีที่สบายๆ น่าจะขับขี่ได้ด้วยความสนุก ก่อนจะออกไปร่อนเรียกความคุ้นเคยกันบนหนทางจริง

ท่ามกลางสภาพการจราจรที่ค่อนข้างจอแจในวันธรรมดาของเมืองหลวง มันสามารถพลิ้วผ่านคลื่นการจราจรไปได้ไม่ยากเย็น ย่านกำลังที่เรียกออกมาใช้ได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่รอบต่ำๆ ไปยันรอบปลายช่วยให้มันเป็นรถที่ขับได้ไม่ยากนัก ประกอบกับขนาดตัวที่กะทัดรัด ทำให้สามารถแทรกผ่านช่วงรถติดขึ้นไปจ่ออยู่แถวหน้า ของสัญญาณไฟได้ไม่แตกต่างไปจากรถตลาดเพื่อนร่วมทาง พละกำลังที่เรียกออกมาใช้ง่ายๆ ไม่ต้องเร่งเร้ากันมาก แต่หากอยากสนุกเพียงแค่กระแทกคันเร่งลงไป อาการหน้าลอยก็แสดงได้ไม่ยากเย็น ระบบเบรกที่เป็นแบบเบสิคในเวอร์ชั่นธรรมดา ดูเหมือนจะเพียงพอแล้วกับการใช้งานตามปรกติ แต่หากเป็นนักบิดประเภทมือหินตีนโหด ก็ยังมีเวอร์ชั่นพิเศษให้เลือกใช้
ที่มา www.motorbike.in.th

Kawasaki ในงาน The 31st Bangkok International Motor Show


อีกหนึ่งค่ายรถจักรยานยนต์ที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับ Kawasaki ที่มีเอกลักษณ์โดเด่นไม่เหมือนใคร นำเอารถจักรยานยนต์ที่เป็นไฮไลน์มาให้ได้ชมกันหลากหลายรุ่น พร้อมรุ่นใหม่เอี่ยมที่ปรากฏโฉมเป็นครั้งแรก ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่น่าจับตามอง 'Kawasaki 2010 Fun Ride Motorcycles'

ในครั้งนี้ คาวาซากิ ยกขบวนรถสปอร์ตตระกูลนินจา รุ่นล่าสุดมาอย่างครบครัน ตั้งแต่ Kawasaki Ninja 250R, Kawasaki Ninja 650R, Kawasaki ER-6n, Kawasaki Ninja ZX-6R และ Kawasaki Ninja ZX-10R ตามด้วยการเปิดตัวของรถแบบอเนกประสงค์ Dual Purpose รุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับนักขี่ที่ชอบรถสไตล์นี้ มีให้เลือก 2 แบบ คือ รุ่น Kawasaki KLX 125 ในสไตล์ออฟโรด และ Kawasaki D-Tracker 125 ในสไตล์ซูเปอร์โมตาร์ดในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 31 นี้

คาวาซากิ ภูมิใจที่ได้นำเสนอรถจักรยานยนต์ประเภทอเนกประสงค์รุ่นล่าสุด คือ Kawasaki KLX 125 และ Kawasaki D-Tracker 125 ที่ผลิตจากโรงงานประเทศไทยสู่ตลาดยุโรป ญี่ปุ่น และตอบสนองความต้องการของตลาดในประเทศไทย Kawasaki มั่นใจว่าผู้ขับขี่ชาวไทยจะได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่อันน่าตื่นเต้นนี้อย่างสมบูรณ์แบบ
รถจักยานยนต์รุ่นต่างๆ ที่นำมาแสดง;

ประเภท Cruisers ซึ่งได้แต่ Kawasaki Vulcan 900 Custom Special Edition 2010, Kawasaki Vulcan 900 Custom, Kawasaki Vulcan 900 Classic
ประเภท Super Sports ได้แก่ Kawasaki Ninja ZX-10R, Kawasaki Ninja ZX-6R (รุ่นนี้จะนำเข้ามาจำหน่าย เร็วๆ นี้)
ประเภท Sports ได้แก่ Kawasaki Ninja 650R, Kawasaki ER-6n, Kawasaki Ninja 250R
ประเภท Dual Purpose ได้แก่ Kawasaki D-Tracker 250, Kawasaki KLX 250, Kawasaki D-Tracker 125, Kawasaki KLX 125, Kawasaki KSR
ประเภท Enduro ได้แก่ Kawasaki KLX 110, Kawasaki KLX 140L
และทั้งหมดนี้ก็เป็นรถไฮไลน์ของคาวาซากิ รวมทั้งยังมีรถตกแต่งหลากหลายสไตล์ ร่วมจัดแสดง ให้ทุกท่านได้สัมผัสที่บู๊ทของ Kawasaki ในงาน มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 31 ณ ไบเทค บางนา อย่าลืมมาพบกันให้ได้
ที่มา www.motorbike.in.th

Suzuki Skydrive 125 ปี 2553 ออโตเมติกหัวฉีดอัจฉริยะ


Suzuki Skydrive 125 นวัตกรรมยานยนต์ใหม่ล่าสุด สร้างสรรค์อย่างพิถีพิถันจากทีมวิศวกรซูซูกิระดับแนวหน้าของเอเชีย ด้วยสไตล์ที่เฉียบคม บรรจุสุดยอดเทคโนโลยีหัวฉีดที่เหนือชั้น เหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่ต้องการความรู้สึก เร็ว แรง เร้าใจ พร้อมความประหยัดที่เหนือกว่า และร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อมของโลก

Suzuki Skydrive 125 เอกลักษณ์แห่งอนาคตของรถจักรยานยนต์ Automatic หัวฉีดอัจฉริยะ DCP-FI แรงบันดาลใจจากรถจักรยานยนต์ต้นแบบ SD-01 Cyber Motorcycle Concept และ SD-02 Pure Motorcycle Concept สู่ความจริงที่ทุกคนต้องจับต้องได้บนท้องถนน เพื่อตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ของวัยมันส์

Suzuki Skydrive 125 มาพร้อมกับรูปลักษณ์สปอร์ตสุดเท่ ปราดเปรียว เร้าใจ ให้สมรรถนะอันทรงประสิทธิภาพด้วยระบบออโตเมติก หัวฉีดอัจฉริยะ DCP-FI (Fuel Injection) Super CVT เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 125 ซีซี ผสานเทคโนโลยี และกราฟฟิกอันทันสมัยสไตล์สปอร์ต พร้อมพัฒนาอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเหนือชั้นอย่างครบครัน ดีไซน์เฉียบทุกมุม แบบ Aarodynamic สปอร์ตเท่ ปราดเปรียว ฉีกทุกแนวด้วย 2 เฉดสีใหม่ล้ำสมัย ชมพู-ขาว และ น้ำเงิน-ขาว ตอบสนองไลฟ์สไตล์วัยมันส์ได้อย่างครบครัน

Extreme Engine Power
รักษ์โลก ... ตัวจริง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าด้วยระบบหัวฉีดอัจฉริยะ DCP-FI (Fuel Injection) โดยเซ็นเซอร์ตรวจวัดประมาณออกซิเจน ที่ติดตั้งอยู่ด้านในท่อไอเสีย จะส่งสัญญาณไฟฟ้าไปยังกล่องควบคุม ECM เพื่อควบคุมปริมาณการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงให้การเผาไหม้สมบูรณ์แบบหมดจด ไอเสียสะอาดยิ่งขึ้น Suzuki Skydrive 125 เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูงสุด เพื่อคุณ เพื่อโลก เพื่อทุกชีวิตที่ดีกว่า
ที่มา www.motorbike.in.th

การบำรุงรักษา Kawasaki KSR 110


สำหรับรถจักรยานยนต์ที่มีรูปทรงสไตล์โมตาร์ดที่มีการผลิตออกมาจำหน่ายในประเทศไทยในขณะนี้ นับว่า Kawasaki KSR 110 เป็นการนำรถจักรยานยนต์ที่มีรูปทรงสไตล์โมตาร์ดมาบุกเบิกตลาดในประเทศไทย เรามาดูกันว่าการดูแลรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ จะทำการดูแลรักษาเครื่องยนต์กันอย่างไรและความยากง่ายเพียงไหน จึงจะอยู่เป็นคู่หูคันโปรดกันไปอีกยาวนาน

อย่างแรกที่เราควรจะต้องรู้จักกันก็คือข้อมูลทางเทคนิคของรถ Kawasaki KSR 110 ก็คือเครื่องยนต์นั้นเป็นเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 1 สูบ ระบายความร้อนด้วยอากาศ ระบบ SOHC 2 VALVE ปริมาตรกระบอกสูบ 111 ซีซี ความกว้างกระบอกสูบ 53 มม. ช่วงชัก 50.6 มม. ระบบเกียร์ 4 เกียร์ เฟืองขบกันตลอด นี่คือข้อมูลบางส่วนที่ควรรู้และขอสรุปข้อมูลทั้งหมดในตอนท้ายเรื่องนะครับ ทีนี้เราก็มาดูการดูแลรักษากันดีกว่าครับ

การดูแลรักษานั้นก็ไม่มีอะไรมากแต่ก็ไม่ควรจะมองข้าม อย่างเช่นในส่วนของน้ำมันเครื่องก็ควรขยันตรวจเช็คสีของน้ำมันว่ามีการเปลี่ยนสีไปจากเดิมหรือเปล่า ถ้าไม่มีการเปลี่ยนสีไปจากเดิมแต่หากครบกำหนดที่จะต้องเปลี่ยนน้ำมันแล้วก็ควรจะต้องเปลี่ยนเลย ระยะที่ครบกำหนดคือ 1000 – 3000 กม. แต่ทางที่ดีก็ไม่ควรเกิน 1000 กม. เพราะรถจักรยานยนต์ในประเภทนี้เป็นรถ ระบายความร้อนด้วยอากาศ ทำให้มีความร้อนสูงพอๆ กับรถเกียร์ออโตเมติก และทำให้เกิดการสึกหรอมาก และทำให้ความหนืดของน้ำมันเครื่องลดลงหรือที่เราเรียกว่าน้ำมันเครื่องใส

วิธีการตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่อง

ตั้งรถจักรยานยนต์ถอดผาปิดช่องน้ำมันเครื่องและเช็ดก้านน้ำมัน ให้สะอาดและปิดฝาช่องเติมน้ำมันเครื่อง แต่ไม่ต้องขันเกลียว ถอดก้านน้ำมันเครื่องออกและเช็คระดับน้ำมันถ้าระดับน้ำมันอยู่ต่ำกว่าขีดบอกระดับก้านวัดให้เติมน้ำมันเครื่องให้ได้ระดับ
วิธีการตรวจสอบหัวเทียน

เช็คการแตกร้าวของฉนวน เช็คการสึกหรอของเขี้ยวหัวเทียน เช็คสภาพการเผาไหม้และสีของฉนวนเขี้ยวหัวเทียน ซึ่งถ้าสีน้ำตาลแก่ถึงน้ำตาลอ่อนแสดงว่าการเผาไหม้สมบูรณ์ แต่ถ้าสีอ่อนเกินไปแสดงว่าระบบจุดระเบิดมีปัญหาหรือส่วนผสมน้ำมันกับอากาศบางเกินไป แต่ถ้ามีเขม่าสีดำหรือเปียกแสดงว่าส่วนผสมน้ำมันกับอากาศหนาเกินไป
การนำหัวเทียนกลับมาใช้ใหม่

สามารถน้ำหัวเทียนเก่ามาใช้ใหม่ได้แต่ท่านต้องนำมาทำความสะอาดก่อน ซึ่งการทำความสะอาดนั้นก็ไม่ได้อยากอะไรเลย ทำความสะอาดเขี้ยวหัวเทียนด้วยแปรงลวด เช็คระยะห่างระหว่างแกนกลางหัวเทียนกับเขี้ยวหัวเทียนด้วยฟิลเลอร์เกจถ้าจำเป็นต้องปรับตั้งระยะห่างโดยการดัดเขี้ยวหัวเทียนด้วยความระมัดระวัง (ระยะห่างเขี้ยวหัวเทียน 0.80-0.90มม.)
การตรวจสอบระยะห่างวาล์ว

การตรวจสอบและปรับตั้งระยะห่างวาล์วในขณะที่เครื่องยนต์เย็น (ต่ำกว่า 35 องศา) หมุนเพลาข้อเหวี่ยงทวนเข็มนาฬิกา จัดให้เครื่องหมาย T บนล้ำแม่เหล็กตรงกับเครื่องบนฝาครอบเครื่องด้านซ้าย และต้องแน่ใจว่าลูกสูบอยู่ในตำแหน่งศูนย์ตายบนในจังหวะอัดเช็คระยะห่างวาล์วโดยสอดฟิลเลอร์เกจเข้าระหว่างสกรูปรับตั้งระยะห่างวาล์วกับก้านวาล์ว ระยะห่างวาล์ว ไอดี 0.06 มม. ไอเสีย 0.12 มม. แล้วดึงฟิลเลอร์เกจออก จะรู้สึกหนืดมือ และควรเช็คทุกๆ 300 กม.
การบำรุงรักษา คาร์บูเรเตอร์ และหม้อกรองอากาศ

ควรเช็คบ้างว่าสกปรกหรือไม่ ถ้าหากคาร์บูเรเตอร์สกปรกก็ควรถอดมาล้างเพราะถ้ามีเศษของขี้ผงอาจทำให้นมหนูอากาศอุดตันได้ และวิธีการทำความสะอาดคาร์บูเรเตอร์ต้องถอดชิ้นส่วนของ ลูกเร่ง, นมหนูใหญ่, เสื้อนมหนูและนมหนูเดดินเบา, และสกรูปรับอากาศ การทำความสะอาดช่องทางเดินอากาศและน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นควรใช้ลมแรงดันสูงเป่า ผ่านช่องทางเดินอากาศ และน้ำมันเชื้อเพลิงของเรือนคาร์บูเรเตอร์หรืออาจจะใช้เศษลวดชิ้นเล็กๆ ใส่เข้าไปในรูทางช่องเดินน้ำมันและอากาศก็ได้แต่อาจทำให้ เกิดความเสียหายกับเรือนคาร์บูเรเตอร์ได้และทุกๆ ครั้งที่ล้างคาร์บูเรเตอร์ก็ควรนำไสกรองออกมาเป่าลมหรือซักกับน้ำสะอาดอยู่เสมอ ซึ่งก็จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้อีกด้วย
ที่มา www.motorbike.in.th

สปอร์ตทัวริ่งไบค์ สไตล์ Kawasaki Ninja 250R


Kawasaki Ninja 250R เป็นรถที่ประยุกต์เครื่องยนต์ จาก 4 ลูกสูบขนาดใหญ่ ให้กลายมาเป็นรถแบบ 2 สูบ เครื่องยนต์เล็กลง แต่สมรรถนะ และความจัดจ้านของเครื่องยนต์นั้นไม่ได้ลดลงเลย

ตลาดรถใหญ่ บิ๊กไบค์บ้านเรากำลังก้าวเข้าสู่โฉมใหม่ เมื่อผู้ผลิตหันมาให้ความสนใจตัวเลขส่วนแบ่งการตลาด หลังจากที่ปล่อยร้านขายรถใหญ่ ขายกันอย่างสบายใจมานานหลายปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถไม่มีทะเบียน หรือมีก็อาจจะไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็หลายร้าน

คาวาซากิ เป็นอีกหนึ่งบริษัทผู้ผลิตที่กำลังมอง ส่วนแบ่งทางการตลาดชิ้นใหญ่ในตลาด Big Bike อันเนื่องมาจาก Kawasaki เองมีโรงงานที่ผลิต ประกอบ และส่งบรรดารถใหญ่ออกขายทั่วโลกอยู่แล้ว

อันเนื่องมาจากศักยภาพด้านเทคโนโลยีที่มีมากมายของ Kawasaki ความพร้อมและช่วงเวลา Kawasaki จึงหันมาโฟกัส เอาตลาดรถใหญ่ Big Bike อย่างจริงจัง อีกทั้งมีศูนย์บริการ และสำนักงานตั้งที่ พระราม 9 เนรมิตสร้างเป็นช็อปวางโชว์ และขายรถใหญ่ บิ๊กไบค์หลายๆ รุ่นด้วยกัน และได้การต้อนรับเป็นอย่างดี เนื่องจากรถทุกคันสามารถที่จะจดทะเบียนได้ตามกฎหมาย เพียง 900 กว่าบาท ก็สามารถจัดทะเบียนได้แล้ว

Kawasaki Ninja 250R ได้รับการออกแบบที่ทันสมัยของทีม R & D จากญี่ปุ่นเพื่อที่จะให้รถรุ่นนี้ เป็นรถที่อยู่ในความทรงจำมิรู้เลือนของวงการ มอเตอร์ไซค์ ทั่วทุกมุมโลก เช่นเดียวกันกับรถหลายๆ รุ่นที่ผ่านๆ มาของ คาวาซากิ การดีไซน์เจ้าแตนเขียว นินจา 2 แรงครึ่ง คันนี้ให้มีฟิลลิ่งในการขับขี่แบบ 2 IN 1 นั่นก็คือ เป็นรถที่มีฟิลลิ่งการขับขี่ทั้ง 2 แบบ หมายถึงผู้ขับขี่ที่ชื่นชอบรถแบบทัวริ่ง ใช้ขับขี่ท่องเที่ยว ควบคุมง่ายๆ ขับขี่สนุกๆ เร้าใจ บนไฮเวย์ก็ไม่ผิดหวัง และหรือคนที่ชื่นชอบในเรื่องของความเร็ว แรง จัดจ้าน เจ้านินจา คันนนี้ก็สามารถพาโลดแล่นในแทร็ก แบบการแข่งขันเต็มรูปแบบได้แบบไม่ขัดเขินบางท่านที่ได้ทดลองขับและมีข้อสงสัยเราได้รวบรวมคร่าวๆ มาดังนี้
การเข้าเกียร์ 2 เข้าไม่ได้หรือเข้ายาก – คือต้องเข้าเกียร์ 1 แล้วขยับรถไปก่อนถึงจะเข้าเกียร์ 2 ได้
ก๊อกน้ำมันอยู่ที่ไหน – รุ่นนี้ไม่มีก๊อกน้ำมัน ซึ่งต้องดูกันที่ไมล์จะเห็นรูปปั๊มน้ำมัน ถ้าไฟแดงขึ้นโชว์เมื่อไหร่ ก็ให้ดูเลขไมล์ได้เลยเพราะน้ำมันจะเหลืออยู่ที่ 3 ลิตร และให้เตรียมจอดหาปั๊มน้ำมันได้เลย
น้ำมัน 3 ลิตรจะวิ่งได้แค่ไหน – น้ำมัน 3 ลิตรนี้ก็จะวิ่งได้ประมาณ 120 กิโลเมตร และเฉลี่ยออกมาก็ตกลิตรล่ะ 40 กิโลเมตร โดยประมาณ
สรุปผลการ Test Drive

Kawasaki Ninja 250R เวลาขับแล้วมีสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลของเครื่องยนต์ ความนิ่มนวลของเกียร์ในแต่ระรอบความเร็ว เบรกหนึบแน่นดี แต่ยางค่อนข้างลื่นในจังหวะที่มีน้ำ ความเร็ว 160 – 170 กม./ชม. มีการทรงตัวที่นิ่งและแน่น ด้วยการยึดเกาะที่หนึบของระบบโช้คอัพหลังแบบโมโนโช้ค ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มที่เช็ตมาได้ระยะ ทำให้การยึดเกาะถนนในย่านความเร็วสูงๆ นิ่ง และ แน่นอน แต่จังหวะการพลิกเปลี่ยนต้องใช้ความคุ้นชิ้นและประสบการณ์ ไม่อย่างงั้นจะเกิดอาการเหวอ เพราะความเร็วสูงๆ ทำให้รถเกิดอาการลอยตัว

ด้วยตำแหน่งวางมือ วางเท้า และวางตัวของผู้ขับขี่ที่ทางผู้ออกแบบมาให้ขับขี่ง่าย ขนาดคนที่ขี่มือใหม่ๆ สามารถขับขี่ได้นั้น เป็นผลทำให้การขับขี่ทำได้ดี ไม่เมื่อยล้ามือเร็ว เหมือนรถสปอร์ตแฮนด์หมอบต่ำ ทำให้การขับขี่ทั้งทางยาวๆ ทำได้สะดวก
ที่มา www.motorbike.in.th

New Suzuki Hayate 125 ระบบหัวฉีด DCP-FI


สิ้นสุดการรอคอยกับเทคโนโลยีความแรงรูปแบบใหม่ของจ้าวแห่งวงการรถจักรยานยนต์ ที่ทั้งโลกให้การยอมรับ วันนี้ “ซูซูกิ” พร้อมแล้วที่จะตอกย้ำถึงความเป็นที่ผู้นำด้านเทคโนโลยีรถจักรยานยนต์ ด้วยนวัตกรรมล่าสุดที่จะตอบสนองทุกความต้องการของคุณ กับเทคโนโลยีที่เหนือกว่า ล้ำหน้าด้วยที่สุดแห่งดีไซน์สปอร์ต สอดผสานความแรงที่ยิ่งกว่า กับ New Suzuki Hayate 125 ที่มาพร้อมกับ เครื่องยนต์ใหม่ ด้วยระบบหัวฉีดแบบ DCP-FI ที่ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้นแต่ความแรง ไม่เป็นรองใคร

New Suzuki Hayate 125 รถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ตออโตเมติก 125 ซีซีปรากฏการณ์ใหม่ของรถจักรยานยนต์ ที่อัพเกรดความแรงขึ้นอีกเท่าตัว ด้วยประสิทธิภาพแห่งเทคโนโลยี ระบบหัวฉีด DCP-FI (Discharge Pump Fuel Injection) ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบหัวฉีดที่มีความแม่นยำเที่ยงตรง ทุกอัตราเร่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อรถจักรยานยนต์ออโตเมติกของ “ซูซูกิ”โดยเฉพาะ เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พุ่งทะยานเต็มสมรรถนะด้วยขุมพลังความแรง 125 ซีซี 4 จังหวะ ผ่านการทำงานของระบบ ECM ( Engine Control Module ) คอมพิวเตอร์สมองกลอัจฉริยะ ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ “ซูซูกิ” ทำหน้าที่ควบคุมการ ฉีดจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้เครื่องยนต์ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ Super CVT (Super Continuously Variable Transmission) ที่พร้อมสตาร์ทความแรง ส่งถ่ายกำลังแบบระบบแปรผันผสานกำลังคลัตช์แบบแรงเหวี่ยงอัตโนมัติ ด้วยสายพานขับเคลื่อนรูปตัววี(V-Belt )ที่ให้พลังขับเคลื่อนในอัตราทดเกียร์อัตโนมัติ ที่ถูกออกแบบให้มีความทนทานสูง นิ่มนวลทั้งตอนออกตัวและเร่งแซง ให้แรงบิดเป็นเยี่ยม เผาไหม้หมดจดเพราะผ่านมาตรฐานค่าไอเสียระดับ 6 ช่วยลดมลภาวะทางอากาศ ประหยัดน้ำมันกว่าอย่างเหนือชั้น สามารถรองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 E20

ไร้ขีดจำกัดสำหรับคนชอบความแรง ฮิพล้ำนำเทรนด์ ดีไซน์ใหม่หมด สวยสดทุกมุมมองกับลายกราฟฟิกสปอร์ตแบบ Hip Power ที่จะสะกดทุกสายตา เฉียบทุกองศา พร้อมด้วยการออกแบบที่เน้นความสะดวกสบายของผู้ใช้เป็นหลัก ด้วยกล่องเก็บของอเนกประสงค์ใต้เบาะขนาดใหญ่ 17.7 ลิตร เก็บของได้จุใจยิ่งกว่า ตอบทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น หมวกนิรภัย , Ipod, เครื่องเล่น Mp4 หรือจะเป็น Gadget ล้ำๆของคนวัยมัน พร้อมที่แขวนสารพัดประโยชน์และช่องใส่ของด้านหน้า 2 ช่อง ได้ใจสุดๆ เสริมความเท่ขึ้นอีกนิดกับแผงหน้าปัดวัดความแรง (Speedometer) ที่ถอดแบบมาจากรถสปอร์ต คมชัดยิ่งกว่าด้วยหน้าปัดเรืองแสง เพิ่มความชัดเจนเมื่อขับขี่ในที่มืด

New Suzuki Hayate 125 มาพร้อมกับระบบช่วงล่างที่เป็นที่สุดแห่งสมรรถนะที่ตอบรับทุกรูปแบบการขับขี่ ด้วยเทคโนโลยีระบบกันสะเทือนหลังแบบโช้คอัพคู่ ที่ให้ความนุ่มนวลด้วยโช้คอัพแบบวาล์ว 2 ชุด มั่นใจได้ทุกสภาพถนน พร้อมโช้คอัพหน้าแบบเทเลสโคปิค ที่นุ่มนวลมากยิ่งขึ้น เสริมเขี้ยวเล็บความเฉียบคมด้วยล้อแม็กขนาด 16 นิ้ว สีดำ ที่ให้ความเป็นสปอร์ตสุดเฉี่ยว คมเข้มทุกมุมมอง ปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยดิสก์เบรกหน้าแบบลูกสูบคู่ ที่มาพร้อมจานเบรกเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 220 มม. ไม่ว่าจะแรงแค่ไหนก็เอาอยู่ หยุดสนิทได้ดั่งใจ ความปลอดภัยเกินร้อย พร้อมเทคโนโลยีขาตั้งอัจฉริยะ (Side Stand Inter Lock) ปลอดภัยแบบอัตโนมัติ ระบบจะหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ถ้าไม่ได้เอาขาตั้งข้างขึ้นและดับเครื่องยนต์ทันทีที่เอาขาตั้งข้างลง พร้อมระบบกุญแจอเนกประสงค์และระบบกุญแจป้องกันการโจรกรรมแบบแม่เหล็ก ไม่ว่าจะล็อกคอ เปิดเบาะ หรือจะสตาร์ทความแรง ก็ง่ายแค่ใช้กุญแจเพียงชุดเดียว นี่แหละที่สุดของความ ปลอดภัยที่มีอยู่ใน
New Suzuki Hayate 125 เพอร์เฟกต์ดีไซน์...สไตล์สปอร์ตกับไฟหน้าคู่แบบมัลติรีเฟลกเตอร์ (Dual Multi-Reflector Head Lamp ) คมเข้มได้ใจ สว่างไกลถึง 2 เท่า พร้อมไฟเลี้ยวสุดล้ำ เห็นชัดเจนมั่นใจในความปลอดภัย ไฟท้าย LED ให้อายุการใช้งานที่นานกว่า ส่องสว่างอย่างโดดเด่น ใครเห็นเป็นต้องหยุดมอง ด้านการออกแบบNew Suzuki Hayate 125 ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นตามหลักอากาศพลศาสตร์ ด้วยการออกแบบบังลมสุดโฉบเฉี่ยว ดีไซน์สปอร์ตแบบแอโรไดนามิก (Aerodynamic) เช่นเดียวกับที่ใช้ในรถ Big Bike ช่วยให้การไหลผ่านของอากาศดียิ่งขึ้น ลดแรงปะทะของอากาศ ช่วยระบายความร้อนที่ตัวเครื่องยนต์ เร่งแรงดั่งใจ พลิ้วไหวดุจสายลม ที่สุดแห่งความอัจฉริยะกับเซ็นเซอร์ตัดการสั่งจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงTOS (Tip Over Sensor ) เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือรถเอียงมากกว่า 65 องศา กล่องควบคุม ECM จะส่งสัญญานไปยังหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง ให้เครื่องยนต์หยุดทำงานเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ และยังได้ติดตั้งระบบไฟสัญญานเตือน FI บนหน้าปัดเพื่อสามารถตรวจสอบสถานะของแบตเตอรีได้สะดวกยิ่งขึ้น

New Suzuki Hayate 125 คือนิยามของคำว่า “สมบูรณ์แบบ” องค์ประกอบทุกส่วนลงตัว เหมาะสำหรับการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะใช้ประจำวัน หรือขับโฉบโชว์ความเท่ ก็ไม่มีปัญหา ด้วยการออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย ตรงใจ ตอบทุกสไตล์การขับขี่ กับสุดยอดรถจักรยานยนต์ ซูเปอร์สปอร์ตออโตเมติก 125 ซีซี พร้อมระบบหัวฉีดอัจฉริยะ DCP-FI ที่รอให้คุณมาสัมผัสกับคำว่า “แรงยิ่งขึ้น เท่ยิ่งกว่า”

มร.มาซาโนบุ ไซโต้ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด ได้เปิดเผยถึงการเปิดตัว New Suzuki Hayate 125 ว่า “ ซูซูกิ” ได้พัฒนาเทคโนโลยีและขีดความสามารถของ New Suzuki Hayate 125 จนสามารถเรียกว่า “สมบูรณ์แบบ” แล้วก็ว่าได้ด้วยประสิทธิภาพแห่งเทคโนโลยีระบบหัวฉีด DCP-FI ที่มีระบบจ่ายน้ำมันที่เที่ยงตรงยิ่งขึ้น ประสิทธิภาพด้านความประหยัดน้ำมันที่เป็นเยี่ยม รวมถึงการออกแบบที่โดดเด่นเน้นความเป็นสปอร์ต ลงตัวกับการใช้งานในชีวิตประจำวันของคนไทย ซึ่ง “ซูซูกิ” ได้พัฒนาและออกแบบมาเพื่อให้ทุกรายละเอียดเป็นที่พึงพอใจของผู้ใช้มากที่สุด เพื่อให้ผู้ที่ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์
New Suzuki Hayate 125 ยอมรับว่า นี่คือรถจักรยานยนต์สปอร์ตออโตเมติกที่ดีที่สุดและเหมาะสมสำหรับผู้ใช้งานทุกคนอย่างแท้จริง”
New Suzuki Hayate 125 แรงยิ่งขึ้น เท่ยิ่งกว่า อัพความแรงขึ้น ด้วยประสิทธิภาพแห่งเทคโนโลยีระบบหัวฉีด DCP-FI (Discharge Pump Fuel Injection) พร้อมแล้วที่จะมากระตุ้นต่อมอะดรีนาลีนในตัวคุณให้พุ่งทะยานไปกับความแรงสุดขีดของ
New Suzuki Hayate 125 พร้อมรับประกันตัวรถตลอดทั้งคันให้เป็นเวลา 3 ปีหรือ 30,000 กม. และรับประกันอุปกรณ์ระบบหัวฉีด DCP-FI ถึง 5 ปี หรือ 50,000 กม. สัมผัสขุมพลังแห่งความแรงที่เหนือกว่าได้แล้วที่ร้านผู้แทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ “ซูซูกิ” ใกล้บ้านท่าน
ที่มา www.motorbike.in.th

Suzuki GSX - R1000 ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการสำหรับตลาดเมืองไทยแล้ว


สิ้นสุด การรอคอยเมื่อรถจักรยานยนต์ที่เป็นสุดยอดแห่งตำนานสปอร์ตพันธุ์ดุที่มี สมรรถนะสูงสุดที่คนทั้งโลกได้ประจักษ์แก่สายตาไปแล้วตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา และถือเป็นรถจักรยานยนต์ที่เป็นที่สุดแห่งสนามแข่งและได้รับชัยชนะพร้อมทั้ง กวาดรางวัลจากสนามแข่งมาแล้วทั่วโลกด้วยความเป็นสุดยอดของจ้าวสนามแข่งตัว จริงและวันนี้ซูซูกิ พร้อมแล้วที่จะนำคุณไปรู้จักกับสุดยอดจ้าวแห่งสนามแข่ง Suzuki GSX–R1000

Suzuki GSX–R1000 ได้ รับการออกแบบด้วยที่สุดของนวัตกรรมการออกแบบโดยทีมวิศวกรซูซูกิที่ได้ทุ่มเท พัฒนาเครื่องยนต์ให้มีประสิทธิภาพที่ทรงพลังด้วยระบบอิเลคทรอนิกส์ที่ ล้ำสมัย โครงสร้างแซสซีส์ที่แข็งแกร่งและมีน้ำหนักที่เบาตามหลักอากาศพลศาสตร์ชั้น สูง โครงสร้างตัวถังแคบลง ความยาวช่วงล้อสั้นลงและสวิงอาร์มยาวขึ้น ซึ่งสามารถลดน้ำหนักลงประมาณ 5 กิโลกรัม จึงสามารถออกแบบให้เครื่องยนต์มีขนาดที่เล็กกะทัดรัดและตอบสนองความเร้าใจ ผู้ขับขี่ในทุกท่วงท่าให้เสมือนขับขี่บนสนามแข่งจริง Suzuki GSX-R1000 ได้บรรจุขุมพลังขนาด 999 ซีซีใหม่ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการเผาไหม้เชื้อเพลิงทุกหยดได้อย่างดีเยี่ยม ตอบสนองอัตราเร่งได้เต็มพิกัดและลดมลพิษได้เป็นอย่างดี ขุมพลังเครื่องยนต์ 4 สูบ DOHC 4 วาล์วต่อสูบ เหนือกว่าด้วยวาล์วที่ผลิตจากวัสดุไททาเนียม (Titanium) ผสานกับลูกสูบและเพลาข้อเหวี่ยงแบบ Forged Aluminum–Alloy และก้านสูบที่ผลิตจาก Chrome – Molybdenum Steel ที่มีความแข็งแรงและทนทานกว่าวัสดุทั่วไป

กระบอกสูบ Suzuki GSX-R1000 ผ่านขบวนการเคลือบสารเซรามิค Suzuki Composite Electrochemical Materials (SCEM) System ที่ ได้รับการพิสูจน์และยอมรับอย่างกว้างขวางจากสนามแข่ง ลดการสึกหรอและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนได้ดีเยี่ยม พร้อมทั้งเพิ่มอัตราส่วน กำลังอัดเป็น 12.8:1 ด้วยการออกแบบห้องเผาไหม้ใหม่และดีไซน์หม้อน้ำและออยคูลเลอร์ทรงสี่เหลี่ยม คางหมูที่ได้นำเทคโนโลยีจากสนามแข่งที่มีประสิทธิภาพระบายความร้อนของ เครื่องยนต์ได้ยอดเยี่ยมทำให้ Suzuki GSX–R1000 เป็นที่สุดแห่งเทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่เปี่ยมด้วยสมรรถนะอันยอดเยี่ยมสิ่งที่ทำให้ Suzuki GSX–R1000 เหนือกว่ารถจักรยานยนต์ Super Sport ทั่วไปคือ หน่วยความจำประสิทธิภาพสูงในกล่องควบคุมอัจฉริยะ ECM ที่ทำหน้าที่ควบคุมระบบทั้งหมดของเครื่องยนต์ และระบบ Suzuki Dual Throttle Valve (SDTV) อันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ ซูซูกิ ที่ได้ถูกนำมาติดตั้งใน Suzuki GSX–R1000 ใหม่นี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้อากาศไหลผ่านได้ดีขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพ ในการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ได้อย่างสมบูรณ์แบบและตอบสนองต่อแรงบิดที่ดี เยี่ยมในรอบกลางถึงต่ำ

ระบบระบายไอเสีย Suzuki Advanced Exhaust System (SAES) เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ที่ทำงานร่วมกับท่อไอเสียแบบไททาเนียม สามารถสร้างแรงบิดได้เต็มพิกัด นอกจากนี้สมองกล ECM ยังทำหน้าที่ควบคุมปริมาตรอากาศในท่อไอเสียโดยออกซิเจนเซนเซอร์ (Oxygen Sensor) และปรับระบบการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้เหมาะสมเพื่อให้อากาศที่ออกมานั้นสะอาด พร้อมด้วยเทคโนโลยีลิขสิทธิ์ของซูซูกิ Suzuki PAIR (Pulsed-AIR) ซึ่งระบบนี้ถูกควบคุมโดยกล่องสมองกลอัจฉริยะ โดยการส่งอากาศบริสุทธิ์ผ่านมาจากหม้อกรองอากาศและส่งไปยังช่องไอเสียเพื่อ ลดก๊าซไอเสียต่างๆเพื่อให้อากาศที่บริสุทธิ์และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีก ด้วย

Suzuki GSX – R1000 ได้ถูกติดตั้งระบบควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ Suzuki Drive Mode Selector (S-DMS) System เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถปรับการควบคุมระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและระบบจุด ระเบิดเพื่อให้เหมาะสมกับสไตล์ของผู้ขับขี่ ได้ถึง 3 ระดับ แบ่งเป็นโหมด A, B และC โดยโหมด A นั้นเน้นที่พละกำลังเครื่องยนต์และแรงบิดสูงสุด ตอบสนองคันเร่งฉับไว ในสไตล์แบบ เรซซิ่ง, โหมด B เป็นการปรับการขับขี่ในสไตล์สปอร์ต และโหมด C เน้นที่การขับขี่แบบทั่วไป และเน้นการประหยัดน้ำมัน

อารมณ์สปอร์ตเต็มพิกัดด้วยมาตรวัดสไตล์สปอร์ตพร้อมมาตรวัดความเร็วรอบเครื่องยนต์ Tachometer ที่มาพร้อมจอแสดงผลแบบ LCD ซึ่งจะบอกค่าต่างๆไว้อย่างครบครันเช่น ไมล์วัดความเร็ว, ไมล์บอกระยะทาง, ไมล์วัดระยะการเดินทาง, นาฬิกาบอกเวลา, ตัวเลขแสดงอุณหภูมิของเครื่องยนต์,ไฟแสดงตำแหน่งเกียร์และโหมด การขับขี่ (S-DMS) และอีกมากมายเพื่อตอบสนองความท้าทายทุกรูป แบบของการขับขี่ที่เหนือระดับ

ที่สุดแห่งเทคโนโลยีการออกแบบจากสนามแข่งเพื่อสร้างให้ Suzuki GSX–R1000 มีโครงสร้างที่ทนทานและมีน้ำหนักเบาโดยใช้ ทวิน-สปา เฟรมและอะลูมิเนียมสวิงอาร์ม ให้มีความยาวขึ้น ส่งผลให้ผู้ที่ขับขี่สามารถรู้สึกถึงความมั่นใจในการขับขี่และการเกาะถนนที่ เป็นเยี่ยม ทั้งทางตรงและทางโค้ง ระบบกันสะเทือนของ Suzuki GSX – R1000 นั้นได้รับการออกแบบใหม่หมดทั้งคัน เพื่อให้มีความตอบสนองการขับขี่และเกาะถนนมากยิ่งขึ้น โดยที่ผู้ขับขี่สามารถปรับความหนืดของโช้คอัพหน้าได้ตามความต้องการ พร้อมทั้งโช้คกันสะบัดแบบอิเลคทรอนิกส์ได้ถูกติดตั้งใน Suzuki GSX–R1000 เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยกล่องสมองกล ECM นั้นจะทำหน้าที่ควบคุมการไหลผ่านของน้ำมันในโช้คกันสะบัดให้สัมพันธ์กับความ เร็วในการขับขี่ พร้อมเสริมความมั่นใจด้วยจานดิสก์เบรกหน้าขนาดใหญ่ 310 มม.และคาลิเปอร์โมโนบล็อกแบบ 4 พอร์ต ที่มีน้ำหนักเบากว่าเดิมทำให้สามารถเบรกได้อย่างมั่นใจแม้ในระยะประชิด

ที่มา www.motorbike.in.th

New Suzuki Motorcycles Suzuki DR125SM


ความสนุกและความท้าทายในการขับขี่ครั้งใหม่ของคุณจะเปลี่ยนไปเมื่อได้สัมผัส สุดยอดรถจักรยานยนต์ Supermotrad ที่ดูหรูหรา สง่างาม แต่คงไว้ด้วยสมรรถนะที่เร้าใจ Suzuki DR125SM มาพร้อมเครื่องยนต์แบบ Compact ที่ขนาด 125 ซีซี 4 จังหวะ 1 สูบ SOHC Air-Cooled ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบ DCP-FI (Discharge Pump Fuel Injection) พร้อมระบบ SJCS (Suzuki Jet Cooling System) โดยระบบการทำงานของเครื่องยนต์จะถูกควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์สมองกลอัจฉริยะ ECM ทำให้เครื่องยนต์ทำงานเต็มประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูงสุด Suzuki DR125SM ดีไซน์สไตล์ Trendy Supermotard ให้ความรู้สึกสลิม เพรียวบาง โครงสร้างสอดประสานอย่างลงตัวตั้งแต่หัวจรดท้าย ล้อขนาดใหญ่แบบ RK Excel Aluminum 17 นิ้ว พร้อมดิสก์เบรกหน้าหลัง ท่อไอเสียดีไซน์ให้กลมกลืนกับตัวรถ ให้ความรู้สึกพร้อมจะจุดระเบิดพลังเพื่อทะยานไปข้างหน้า กราฟิกใหม่โดดเด่นหรูหราให้ความรู้สึกเท่ไม่ซ้ำใคร เปลี่ยนความรู้สึกที่ซ้ำซาก จำเจ แล้วปลดปล่อยจินตนาการไปกับการขับขี่สไตล์ใหม่ไปกับ Suzuki DR125SM
ที่มา www.motorbike.in.th

New Suzuki Motorcycles Suzuki Gladius 400


รถจักรยานยนต์ที่มีรูปลักษณ์โดดเด่นล้ำอนาคต สะกดทุกสายตาให้จ้องมองด้วยดีไซน์ที่ผสมผสานด้วยศาสตร์และศิลป์แห่งพลังได้อย่างลงตัว เส้นสายที่ออกแบบให้โค้งมนทุกสัดส่วนแต่กับให้ความรู้สึกที่ดูแข็งแกร่งดุดัน น่าเกรงขาม Suzuki Gladius 400 ซูเปอร์สตรีทไบค์สายพันธุ์สปอร์ตที่กระหึ่มด้วยพลังเครื่องยนต์ขนาด 400 ซีซี 4 จังหวะ 4 สูบ DOHC 90 องศา V-Twin Liquid-Cooled ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบหัวฉีด (Fuel Injection) ควบคู่กับระบบ SDTV(Suzuki Dual Throttle Valve) ให้การเผาไหม้หมดจด เครื่องยนต์ทำงานเต็มประสิทธิภาพ กระบอกสูบผ่านขบวนการเคลือบสารเซรามิคลิขสิทธิ์เฉพาะของซูซูกิ Suzuki Composite Electrochemical Material (SCEM) System เหนือชั้นกับระบบ Automatic Idle Speed Control (ISC)ให้อัตราเร่งแรงเร้าใจยิ่งขึ้น Suzuki Gladius 400 ล้ำด้วยดีไซน์ไฟหน้ามัลติรีเฟลกเตอร์ รูปทรงสีสันของตัวรถสร้างความ Contrast ได้อย่างลง ตัว เบาะนั่งทูโทนสไตล์หรู เท่ล้ำนำเทรนด์กับล้อแม็กอะลูมิเนียมอัลลอย 5 ก้านพร้อมดิสก์เบรกหน้าแบบ Dual-Piston Caliper Suzuki Gladius 400 ค้นพบตัวตนใหม่ ความท้าทายที่ต้องลอง
ที่มา www.motorbike.in.th

ใหญ่ หน่า ซ่าส์เต็มที่ไปกับ 2009 YAMAHA V Max VMX17


เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้มีโอการควบเจ้า YAMAHA V Max VMX17 ขึ้นอีสานบอกได้คำเดียวว่าสุดยอดมากจริงๆ อย่างนี้สมแล้วที่ได้ฉายาว่า ใหญ่ หนา และซ่าได้เต็มที่ครับ ความเร็วนี่บิดได้เต็มที่เพราะเครื่องยนต์ได้รับการพัฒนาต่อยอดอย่างเต็มที่และเปลี่ยนจากการจ่ายน้ำมันด้วยคาร์บูเรเตอร์มาเป็นแบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์แทน ความแม่นยำในการปรับตั้งจึงง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ ซึ่งแม้ว่าการวิภาคของรถจะไม่รองรับกับทางโค้ง แต่ถ้าเป็นทางตรงๆ น่ะรถสปอร์ตบางตัวผมแซงได้เรียบ

YAMAHA V Max VMX17 รูปทรงภายนอกที่เห็นก็ทำให้รับรู้ถึงแรงม้าสัญชาติญีปุ่นตัวโหดอย่างไม่ต้องสงสัย ล้ำยุคด้วยไฟหน้าดีไซน์เก๋ที่ตวัดสายโดยอิงเรื่องของหลักอากาศพลศาสตร์เป็นหลัก แผงหน้าปัดมาแบบลูกเดียวเดี่ยวๆ ในสไตล์รถสปอร์ตทางตรง เสริมด้วยสัญญาณไฟเปลี่ยนเกียร์ยามที่กดคันเร่งรีดแรงม้าออกมาซ่าแบบเต็มๆ หน้าปัดสีดำบอกรายละเอียดของรอบเครื่องยนต์จาก ศูนย์ ไปจนถึง 11,000 รอบต่อนาที แสดง Red Line ที่ 9,500 จนถึง 11,000 รอบต่อนาที ในรูปแบบอนาล็อกและประมวลผลความเร็วด้วยระบบดิจิตอลที่วัดจากวงหน้าล้อก่อนยิงข้อมูลมาให้เห็นเป็นตัวเลข สัญญาณไฟบอกเกียร์ว่าง การเติมน้ำมัน ไฟเลี้ยว ไฟสูง ถูกบรรจุอยู่ในรูปแบบตัว U ใต้หน้าปัดโชว์ผลความเร็วเครื่องยนต์ นอกจากนั้นยังมีการแสดงผลแบบดิจิตอลที่ชุดครอบหม้อกรองอีกด้วย นับว่าเป็นหน้าปัดที่ใช้อารมณ์ใกล้เคียงกับตัวแรงตัวแข่งทางตรงชนิด 402 เมตรจริง
กรองอากาศรอบอยู่ที่ในที่ที่เราคิดว่าเป็นถังน้ำมัน ขนาบด้วยช่อดูดอากาศอารมณ์โหดดิบ จำนวน 4 รู เพื่อบรรจุอากาศลงไปในหม้อกรองรอดึงไปใช้ในการจุดระเบิด ใต้เบาะใบหนาลูกผสมครูซเซอร์และสปอร์ตมีถังน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไป บังโคลนหน้า และหลังดูเหมือนจะไม่มีอะไรมาก แต่มันเป็นการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ บังโคลนหน้าทำหน้าที่รีดมวลอากาศให้ไหลผ่านไปบำบัดความร้อนจากหม้อน้ำ ส่วนบังโคลนหลังสไตร์ตูดเป็ดหรือ Duck Tail การออกแบบชนิดนี้ใช้กับรถที่มีแรงม้าสูงๆ แรงบิดหนักๆ เพื่อกดให้ท้ายรถมีความนิ่งเวลากระแทกคันเร่ง เสริมด้วยเอกลักษณ์เฉพาะรุ่นที่น้อยคนนักจะรู้ได้ นั่นก็คือชุดครอบใต้เบาะที่แปะโลโก้รุ่นเอาไว้ หากไม่มีสองชิ้นี้ถือว่ามาไม่ครบ

ทางด้านของสถรรถนะเครื่องยนต์ YAMAHA V Max VMX17 ไม่เป็นรองใครในตองอู (หมายถึงรถทางตรงนะ) เนื่องจากเป็นรถที่ออกแบบมาโดยใช้ความเป็นครูซเซอร์เป็นหลัก หากจะเอามาพลิกพลิ้วแล่นฉิวไปตามทางโค้ง อาจต้องใช้ทักษะการบังคับรถมากกว่าเดิมเล็กน้อย เนื่องจากน้ำหนักมากและมุมคอรถเบนออกมามากกว่ารถทั่วไป

ตัวเครื่องทำงานแบบ 4 จังหวะ 4 ลูกสูบ (V-4) ขนาดความจุสุทธิ 1,679 ซีซี. ระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำ 2 ใบ (บน-ล่าง) ปิด-เปิดวาล์วทั้งหมดด้วยเพลาลูกเบี้ยวแบบคู่เหนือฝาสูบกระบอกสูบกว้าง 90.0 มม. ผสานกับระยะชักที่ 66.0 มม. กำลังอัดภายในเครื่ืองยนต์ 11.3:1 แปรผันจากกำลังในการจุดระเบิดมาเป็นแรงม้าด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และส่งต่อกำลังทั้งหมดไปยังชุดเพลาขับ ซึ่งมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากในการส่งถ่ายกำลังแต่จะให้มีความยืดหยุ่นแบบของ BMW คงเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากรถครูซเซอร์ไม่มีความจำเป็นต้องมีการยืดหยุ่นในส่วนของสวิงอาร์มมากขนาดนั้น

สมรรถนะของ YAMAHA V Max VMX17 ก็มาแบบโหดเร็วแรงกว่ารุ่นก่อนๆ อัตราการตอบสนองคันเร่งปราดเปรียวราวกับรถสปอร์ต ในระยะเกียร์ที่ 1,2,3 แรง G อาจจะทำให้เรารู้สึกได้ถึงพลังที่แท้จริงอย่างชัดเจนที่สุด ส่วนเกียร์ที่ 4-5 ก็แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะของความเป็นเครื่องยนต์แบบ V-4 ได้ดี เพียงแต่จะใช้กำลังจากเครื่องยนต์ได้สมบูรณ์ที่สุดก็ต้องมีทางตรงยาวๆ ให้วิ่ง แรงบิดในการขับขี่ขึ้น ลงทางลาดชันหรือขุนเขานั้น YAMAHA V Max VMX17 สามารถทำได้ดีอย่างไม่มีที่ติ แต่เมืี่อถึงทางโค้งแคบๆ แบบต่อเนื่องก็จำเป็นต้องลดคันเร่งและใช้ทักษะในการควบคุมรถให้ผ่านไป เนื่องจากกายวิภาคของรถนั้นไม่ได้เป็นแบบรถสปอร์ต

โช็คอัพเทเลสโคปิคขนาด 52 มม. ผิวแกนเคลือบด้วย DLC สำดำมันวาว สามารถปรับตั้งได้อย่างเต็มรูปแบบ (ตามฉบับครูซเซอร์) มีระยะยุบตัวในการทำงาน 120 มม. ซับแรงก่อนส่งขึ้นมาถึงมือผู้ขับขี่ได้พอประมาณ ด้านหลังเป็นโช็คอัพเดี่ยวขนาดใหญ่ ปรับตั้งได้และมีระยะในการทำงานถึง 110 มม. อาจมองว่าเป็นระยะยุบตัวที่น้อยมาก แต่นั่นคือหลักในการออกแบบรถครูซเซอร์ ปิดท้ายด้วยห้ามล้อ "เบรก" V Maxใช้จานเบรกแบบกึ่งให้ตัวได้ขนาด 320 มม. ขนาบอยู่ข้างดุมล้อทั้งซ้ายและขวาพึ่งพาการจับจานจากคาลิเปอร์ 6 ลูกสูบ ซึ่งติดตั้งแบบเรเดียลเมาท์ ตัวคาลิเปอร์เป็นโมโนบล็อก ทำให้มีประสิทธิภาพสูงในการกำราบแรงม้า ใช้ผลิตภัณฑ์ระดับเทพอย่าง Brembo จึงมั่นใจได้ในสมรรถนะ ด้านหลังเป็นจากเบรกตายตัว 298 มม. ใหญ่ไล่เลี่ยกับจานเบรกหน้า คาลิเปอร์ใช้ลูกสูบเดี่ยวไซส์โต ช่วยหยุดได้ดีกว่าเดิม ยิ่งใช้ร่วมกับเบรกหน้าก็ทำให้ระยะในการเบรกนั้นลดลงมาอีกเยอะ
ที่มา www.motorbike.in.th

มอเตอร์ไซค์ KTM Duke 690 ปี 2012


มอเตอร์ไซค์ KTM Duke 690 มอเตอร์ไซค์สปอร์ตรุ่นใหม่ ปี 2012 เครื่องยนต์สูบเดียว 690 ซีซี ที่ให้กำลัง 70 แรงม้า มีน้ำหนักเพียง 148 กิโลกรัมเท่านั้น สำหรับผู้ที่ชอบมอเตอร์ไซค์สไตล์สปอร์ท น้ำหนักเบาและเรียบง่ายกว่า GSX-R600 หรือ ZX-6 แต่อาจจะไม่แรงเท่ามอเตอร์ไซค์ KTM Duke 690 มอเตอร์ไซค์สปอร์ตรุ่นใหม่ปี 2012 โดยรุ่นนี้อาจจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย ด้วยเครื่องยนต์สูบเดียว 690 ซีซี ที่ให้กำลัง 70 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 70 นิวตันเมตรและมีน้ำหนักเพียง 148 กิโลกรัมเท่านั้น ใช้กล่องเกียร์ 6 จังหวะ เฟรมเหล็กกล้าแบบไม้ระแนง อุปกรณ์กันสะเทือนของ WP ตะเกียบแบบ Upsize Down USD ขนาด 48 มิลลิเมตร โช้คเดี่ยว Pro-Lever ใช้ระบบเบรคเป็นของ Brembo พร้อมคาลิปเปอร์ 4 ลูกสูบที่ล้อหน้า ส่วนล้ออัลลอยใช้ขอบ 17 นิ้ว หุ้มด้วยยางขนาด 120/70 และ 160/60 สำหรับล้อหน้าและหลังตามลำดับ เครื่องยนต์สูบเดียวถูกออกแบบมาเพื่อนักขี่วัยรุ่นโดยเฉพาะ ฉะนั้นอย่าคาดหวังความแรงจากมันเพราะมีกำลังเพียงแค่ 15 แรงม้าเท่านั้น ซึ่งเป็นเครื่องยนต์รุ่นใหม่แกะกล่องจาก KTM ที่มาพร้อมกับ Dual-Overhead Camshaft, Balance Shaft, ระบบหล่อเย็นและระบบหัวฉีดน้ำมัน เนื่องจากการที่ KTM มี Bajaj บริษัทจากอินเดียถือหุ้นอยู่ถึง 35% จึงไม่น่าแปลกที่มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้จะถูกผลิตในโรงงานของ Bajaj ซึ่งนอกจากจะมีการทำตลาด Duke 690 ในยุโรปแล้ว บริษัทยังเตรียมทำตลาดในประเทศกำลังพัฒนาที่ Bajaj ทำธุรกิจอยู่ไม่ว่าจะเป็นตลาดในแถบละตินอเมริกา แอฟริกา รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนั้นยังมีข่าวลืออีกว่ารุ่น 250 cc กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ซึ่งรุ่นนี้อาจจะถูกจำหน่ายในอเมริกา ตลาดที่คนนิยมขับมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ๆ ครับคุณสามารถสัมผัสประสบการณ์จริงของ KTM Duke 690 2012 ได้แล้ววันนี้ พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมายที่โชว์รูมและตัวแทนจำหน่าย KTM ทั่วประเทศ
ที่มา www.thaicarnews.com

2012 KTM Two Stroke SX ตัวลุย ขี่มันคล่องตัว


2012 KTM Two Stroke SX ค่ายจักรยานยนต์ KTM ถือเป็น 1 ใน 2 เจ้า ที่ยังคงผลิตจักรยานยนต์วิบาก 2 จังหวะ แบบเต็มรูปแบบมาขายในอเมริกา ในปี 2012 นี้ มอเตอร์ครอสรุ่น SX นี้ได้มีการพัฒนา ปรับปรุงเครื่องยนต์ และแชสซีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการในการขับขี่บนเส้นทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสนามแข่ง หรือถนนทั่วไป สำหรับ 250 SX จะใช้เครื่องยนต์ Liquid-cooled 250cc Two-Stroke Single เกี่ยร์ 6 สปีด ตอบสนองต่อการบิดได้ดีเยี่ยมKTM Two Stroke SX 2012 มาพร้อมกับเบรกล้อหน้า ดิสก์ขนาด 260 มม. Brembo ลูกสูบ Caliper สายเบรก สแตนเลสสติล เบรกหลัง ดิสก์ขนาด 220 มม. ถังน้ำมันขนาด 7.5 ลิตร ออกแบบมาสวยมากครับ สามารถขับบนท้องถนนตามบ้านเราได้สบายๆ เพื่อนๆคนไหนที่ชื่นชอบรถวิบากเป็นพิเศษก็ลองหามาขี่กันนะครับ สีส้มขาวสวยมากๆ
ที่มา www.thaicarnews.com