สิ่งที่เราเห็นดีด้วยมากๆ กับการให้อัตราทดที่ขี่ได้สนุกในเมือง มันไม่ได้ปั่นแรงบิดหมาศาลในเกียร์ต่ำเหมือนรถ Off Load กลายพันธุ์ทั่วๆ ไปแต่มันสร้างพาวเวอร์แบรนด์ขนาดกว้าง ทำให้เราไม่รู้สึกจุกจิกกับการใช้งานมัน การเดินทางบนถนนเส้นยาวๆ หรือจังหวะการขับขี่ในเมืองที่ไม่ต้องพะวงกับเกียร์ที่มีช่วงชิดเกินไปจนต้องเปลี่ยนเกียร์กันบ่อย ซึ่งจากการขับขี่รอบเมืองในช่วงรถติดเราใช้เกียร์ 3 เพื่อมุดไปตามช่องว่าง และเกียร์ 4 ในการขับขี่แบบยาวๆ บนทางโล่งในเมือง
การขับขี่สนุกควบคุมง่ายด้วยสัดส่วนความสูงที่ต่ำกว่า Kawasaki KLX 250ที่ 65 มม. ดูจะเป็นทางออกสำหรับผู้ขับขี่ไซน์เอเชียเป็นอย่างดี Handlebar ทรงเตี้ยและแคบกว่าเพื่อความสะดวกของการขับขี่ในเมือง ด้วยเทคโนโลยีเลือนไมล์ดิจิตอล ทำให้รูปลักษณ์โดยรวมนั้นมีความทันสมัย หน้าตาที่ดูเหมือน Kawasaki KLX 250 ทำให้มันดูดุดันยามเคลื่อนตัวไปตามท้องถนน ซึ่งกำลังเครื่องยนต์ 250 ซีซี. ที่เซ็ทมาอย่างละเอียดแล้วทำให้การขับขี่ในเมืองสะดวกสบายด้วยกำลังเครื่องยนต์ที่กว้างรอบเครื่องยนต์เรียบ เสียงรบกวนน้อยมาก แต่แรงบิดที่มีนั้นทำให้ขับขี่สนุกในทุกๆ ที่โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นเมืองใหญ่หรือทางโหดๆ
การเดินทางไกลกับ Kawasaki D-Tracker 250 นั้นถือว่าดีพอใช้ ความเร็วที่ทำได้ไม่แตกต่างจาก Kawasaki KLX 250 การยึดเกาะมีภาษีดีกว่าเพราะเป็นยางทางเรียบ ซึ่งในทางกลับกัน Kawasaki D-Tracker 250 ลุยในทางโหดได้แต่ก็ไม่ดีเท่ากับ Kawasaki KLX 250 แน่นอน ตรงส่วนนี้จึงเป็นการได้เปรียบกันไปคนละข้อ สำหรับการเข้าโค้งมากๆ ของ Kawasaki D-Tracker 250 นั้นทำได้สนุกและมั่นใจได้มากทีเดียว ช่วงรถที่มีมุดเอียงแผงคอที่แตกต่างจาก Kawasaki KLX 250 ทำให้การเข้าและออกโค้งนั้นค่อนข้างให้ความกระชับและคล่องแคล่วเหมือนรถสปอร์ตด้วยรูปทรงสามารถที่จะใช้การเข้าโค้งแบบลีนเอ้าท์ ก็ดูดี ลีนอิน ก็ไม่ขัดเขิน จึงเป็นรถที่ค่อนข้างตอบสนองได้กว้างมากๆ กับคนหลายๆ กลุ่ม
จุดเด่น
ยางเรเดียลแบบสปอร์ต ที่ให้ความสนุกกับถนนทุกเส้นทาง ควบคุมง่ายและนุ่มนวล
ลายกราฟฟิค ลายกราฟฟิคบ่งบอกถึงบุคลิกที่แตกต่างด้วยความเรียบเท่ แฝงด้วยความเฉียบคมของเส้นสายการดีไซน์ที่ผสมกลมกลืนไปกับเส้นสายบนตัวรถอย่างลงตัว
จานดิสก์เบรกหน้าแบบอิสระ เพิ่มประสิทธิภาพการหยุดได้อย่างมั่นใจและลดระยะการเบรกด้วยระบบจานเบรกอิสระ (โฟรทติ้ง) เช่นเดียวกับรถ Big bike
แฮนด์บาร์ทรงเตี้ย เพื่อผลการขับขี่ตอบสนองรูปแบบทางเรียบได้ดียิ่งขึ้นกับแฮนด์บาร์ทรงเตี้ยและแคบลง เพื่อความคล่องตัวในเมืองและความสวยงามที่ลงตัว
พักเท้าแบบยางลอง เพื่อลดความดุดันและดูหรูหรามีสไตล์ในชีวิตเมือง จึงเลือกใช้พักเท้าแบบเสริมยางรองกันสะเทือนและเสริมความนุ่มนวลยามขับขี่
กระจกมองข้ามแบบเหลี่ยม เพื่อความสมดุลด้านการออกแบบและเพิ่มวิสัยทัศน์ในการมอง จึงมีการใช้กระจกเหลี่ยมเพื่อการสังเกตเห็นรถจำวนมากในเมือง
ที่มา www.motorbike.in.th
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น