Advertisment

วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ปรับเปลี่ยนโฉม “บ้าน” ให้ประหยัดพลังงาน


1. การปรุงแต่งสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการประหยัดพลังงาน หัวใจสำคัญของหลักการข้อนี้ คือ “การลดความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างภายนอกและภายในอาคาร” คือการทำให้สภาพแวดล้อมนั้นเย็นที่สุดสำหรับเมืองไทย หรือเอื้อต่อการประหยัดพลังงาน หากเป็นไปได้คือการทำให้บริเวณนั้นเย็น และไม่ชื้นเนื่องจากเมืองไทยเป็นเมืองร้อนชื้นหลักการโดยย่อ คือการเลือกใช้วัสดุปูผิวดินที่มีค่าการดูดซับความร้อนต่ำ และมีค่ากระจายความร้อนสูง ได้แก่ การใช้ประโยชน์จากต้นไม้ พืชคลุมดินดินโดยจะหลีกเลี่ยงวัสดุจำพวก ผิวยางมะตอยบล็อกปูถนนสีเข้มและหาทางทำให้ไม่มีจุดอับลม ทำให้มีเครื่องกีดขวางน้อยเพื่อให้ลมโกรก
2. การเลือกรูปแบบที่เหมาะสม ปัจจัยข้อนี้ มีหลักควรปฏิบัติ คือ การจัดหารูปทรงที่สามารถนำประโยชน์จากธรรมชาติมาใช้ได้สูงสุด โดยพยายามทำให้มีพื้นที่ผิวของอาคารน้อยที่สุด โดยขอยกตัวอย่างการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ ดังนี้

2.1) การใช้ประโยชน์จากลมธรรมชาติ เนื่องจากประเทศไทยจะมีลมมาจากกรอบทิศตลอดทั้งปี จึงควรออกแบบบ้านให้สามารถใช้ประโยชน์จากลมที่พัดมาได้ในทุกทิศทาง

2.2) การใช้ประโยชน์จากแสงธรรมชาติ แนวความคิดที่สำคัญ คือลดการใช้พลังงานจากแสงประดิษฐ์หรือหลอดไฟต่าง ๆ และใช้ประโยชน์จากแสงธรรมชาติในเวลากลางวันที่ดีกว่าแสงประดิษฐ์ ดังนั้น ในการออกแบบจึงควรใช้เทคนิคต่าง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงรังสีโดยตรงจากดวงอาทิตย์ เช่น มีส่วนยื่นของอาคาร แผงบังแดด ต้นไม้รอบบริเวณบ้าน เป็นต้น

2.3) การออกแบบโดยหลีกเลี่ยงไม่ให้กระจกรับแสงอาทิตย์โดยตรง เนื่องจากกระจกเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติในการยอมให้ทั้งแสงและความร้อนส่งผ่านเข้าสู่ภายในอาคารได้ การใช้กระจกมีข้อดีทั้งเรื่องของความสวยงามและทัศนวิสัยของผู้อาศัย ดังนั้น เพื่อเป็นการลดภาระการทำความเย็นในบ้านจึงต้องหลีกเลี่ยงจุดที่จะติดตั้งกระจกไม่ให้รับแสงอาทิตย์โดยตรง

2.4) การใช้ประโยชน์จากความเย็นในเวลากลางคืน เช่น การใช้ประโยชน์จากระเบียงขนาดใหญ่ เพื่อช่วยสร้างความเย็นให้แก่อาคารในเวลากลางคืน เนื่องจากอุณหภูมิบริเวณหลังคาจะต่ำกว่าอุณหภูมิของอากาศ อากาศเย็นจากหลังคาจะไหลลงมาสะสมบริเวณระเบียงและเมื่อลมพัดเข้าสู่ตัวอาคารจะนำอากาศเย็นเข้าสู่ตัวอาคารด้วย เป็นต้น


3. การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ต้องคำนึงถึงทั้งการป้องกันผลเสียและการเลือกใช้ข้อดีของอากาศร้อนชื้น สามารถใช้ประโยชน์จากแสงธรรมชาติ ฉนวนที่สามารถป้องกันได้ทั้งจากความร้อนและความชื้น ระบบควบคุมที่ไม่เสีย และไม่เป็นสนิมง่าย รวมทั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ต้องมีการประยุกต์ให้เหมาะสมกับเมืองร้อนชื้น ห้ามนำเอาเทคโนโลยีสำหรับเมืองหนาวมาใช้โดยตรง เป็นต้น


4. การเลือกใช้วัสดุประเภทต่าง ๆ หลักการที่สำคัญที่สุด ของการเลือกวัสดุสำหรับบ้านในภูมิอากาศร้อนชื้น คือ “คุณสมบัติที่สามารถกันได้ทั้งความร้อนและความชื้น” โดยสามารถแบ่งวัสดุได้เป็น 2 ประเภท คือ
4.1) วัสดุทึบแสง ได้แก่ ผนัง ซึ่งเน้นที่ให้มีค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อนรวมต่ำ (ค่า U ต่ำ) เช่น ผนังฉนวนกันความร้อนภายนอก ที่มีคุณสมบัติในการกันความร้อนและความชื้นได้ดีกว่าผนังอิฐฉาบปูนที่ใช้กันอยู่ทั่วไป วัสดุทึบแสงอีกประเภท คือหลังคาต้องเลือกวัสดุที่มีคุณสมบัติกันรั่วได้ 100% มีความสวยงามคงทนถาวร และไม่มีปัญหาหลุดร่อนปลิวเมื่อมีลมมาปะทะแรง ๆ นอกจากนั้น ยังควรเพิ่มชั้นของฉนวนป้องกันความร้อนไม่ให้เข้าสู่ตัวบ้านเพิ่มชั้นของช่องว่างอากาศเพื่อเพิ่มค่าความเป็นฉนวนให้กับหลังคา ส่วนชั้นล่างสุดเป็นยิปซัมเพื่อความสวยงามเรียบร้อย
4.2) วัสดุโปร่งแสง ได้แก่ กระจก เนื่องจากกระจกมีค่าการนำความร้อนที่ดี จึงมีการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่อาคารมาก แต่การนำกระจกมาใช้ในอาคารก็มีข้อดีในเรื่องของการนำแสงธรรมชาติเข้าสู่อาคารได้ ดังนั้น จึงควรใช้กระจกที่สามารถนำแสงธรรมชาติเข้าสู่อาคารให้ได้มาก แต่ต้องยอมให้ความร้อนเข้ามาได้น้อย

5. การเลือกอุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงาน การเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานในบ้าน ปัจจัยหนึ่งคือการเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน ที่ใช้ไฟฟ้าน้อยแต่มีประสิทธิภาพในการทำงานมาก ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยมีการจัดทำฉลากประหยัดไฟ เพื่อแสดงถึงประสิทธิภาพการประหยัดไฟ โดยแบ่งเป็นเบอร์ 1 คือมาตรฐานต่ำ จนถึงเบอร์ 5 คือมาตรฐานดีมาก นอกจากการเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าประหยัดไฟ การจัดวางอุปกรณ์ก็มีส่วนช่วยในการป้องกันความร้อนเข้าสู่ภายในบ้าน เช่น การวางตู้เย็นไว้นอกบ้าน รวมทั้งการเปลี่ยนอุปกรณ์ที่มีความเสียหายเพื่อไม่ก่อให้เกิดปัญหาการสิ้นเปลืองพลังงานและอาจสร้างความเสียหายในด้านอื่นๆตามมา

6. การคำนึงถึงผู้ใช้งานและการบำรุงรักษา คือการคิดถึงกิจกรรมของผู้ใช้งานในแต่ละภาคส่วนของบ้าน ตัวอย่างเช่น ห้องรับแขกจะมีการปรับอากาศให้เย็นกว่าจุดอื่น ๆ เพื่อปรับอุณหภูมิร่างกายของที่มาเยือนให้รู้สึกเย็นสบาย ห้องนอนต้องมีความเป็นส่วนตัว และห้องน้ำต้องสามารถทำให้แห้งได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งการคำนึงที่ตั้งของของใช้ต่าง ๆ ที่สะดวกต่อการใช้งานและการซ่อมแซม ไม่ตั้งอยู่ในที่ที่มีแดดจัด และอับลม และไม่ทำให้สภาพแวดล้อมบริเวณนั้นมีคุณภาพแย่ลง หากปรับปรุงบ้านตามหลักการเบื้องต้นนี้ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะประหยัดพลังงานลงได้ไม่น้อยกว่า 30% และการลดภาวะโลกร้อนด้วยการประหยัดพลังงานในบ้านจะเป็นเรื่องที่ไม่ยากที่จะทำ

ที่มา www.homedecorthai.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น